วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จากบางนา สู่บางเขน - ตอนที่ 4 : ตามคนข่าว Thai PBS ไปทำข่าว


จากบางนา สู่บางเขน
ตอนที่
4 : ตามคนข่าว Thai PBS ไปทำข่าว


 การตามพี่ผู้สื่อข่าว ออกหมายข่าว ไปทำข่าว เป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุด เพราะนอกจากจะได้คุยกับพี่ช่างภาพในรถข่าวแล้ว สำคัญที่สุดคือ เรียนรู้การทำข่าว การจับประเด็น วิธีการทำงาน และการแก้ไขปัญหา ของผู้สื่อข่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง เพราะจะต้องนำไปปรับใช้ในอนาคตอย่างแน่นอน

พี่จ๋า วาระประเทศไทย นอกจากจะเปิดหน้าในสตูดิโอได้แล้ว ในสนามข่าวก็คือตัวจริงอีกคน พี่จ๋าทำการบ้านและหาข้อมูลอย่างรอบครอบ นอกจากนั้นยังเข้าไปคุยกับบรรณาธิการที่ถนัดในเรื่องนั้นๆ เพื่อขอคำแนะและทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นต่อข่าวที่จะทำอย่างถ่องแท้  ก่อนจะมาวางแผน และจุดมุ่งหมายในการนำเสนอแต่ละตอน 

วาระประเทศไทยไม่ใช่รายการ แต่เป็นช่วงหนึ่งของข่าวค่ำ ThaiPBS ชื่อของวาระประเทศไทยบอกจุดมุ่งหมายการนำเสนอโดยตรง ว่าต้องนำเสนอเรื่องใหญ่ระดับประเทศ ที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อวิถีชีวิตของคนไทย

พี่แนน เปลี่ยนประเทศไทย  เป็นพี่ที่ผมตามไปทำข่าวข้างนอกบ่อยมากที่สุด เคยตามพี่คนนี้ทั้งตอนที่ไปกับทีมข่าว และไปกับทีมผลิต พี่แนนเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดในการทำงาน จากการหาข้อมูลที่แม่นย้ำก็ ส่งผลในพี่แนนตั้งคำถามต่อแหล่งข่าวได้อย่างตรงประเด็น นอกจากนี้เรื่องยิบย่อย อย่างมุมกล้องก็ต้องสื่อความหมายได้ ต้องสวย และลำดับภาพต้องดี สอดคล้องกับบทอีกด้วย

เปลี่ยนประเทศไทยไม่ใช่ข่าว แต่คือรายการข่าว นำเสนอประเด็นของกระแสทางเลือกในสังคม ทุกแง่มุม ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต จุดประกาย ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับ ผู้ชมทุกระดับ ไปในทางที่ดีขึ้น ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันสังเคราะห์ วิเคราะห์ ในประเด็นต่าง ๆ ร่วมกัน

พี่อีกคนที่อยู่รายการเปลี่ยนประเทศไทยเหมือนพี่แนน และเป็นโปรดิวเซอร์ของรายการนี้อีกด้วย พี่คนนั้นชื่อว่าพี่ตือ แม้ว่าผมจะเคยตามพี่ตือออกไปทำข่าว ทำรายการเพียง 2 ครั้งแต่ก็เรียนรู้การทำงาน จากพี่คนนี้ไปมากพอสมควร ก่อนหน้านั้นผมเคยคุยกับพี่แวว ซึ่งเป็นบรรณาธิการข่าวนโยบายสาธารณะ บอกว่า “ควรจะเรียนรู้การทำงานจากพี่ตือ” ซึ่งดูขัดแย้งกับพฤติกรรมภายนอกที่ผมเห็นในขณะนั้น แต่ก็ตั้งความหวังไว้ว่าก่อนจบการฝึกงานคงได้ตามพี่ตือบ้าง จนกระทั้งได้ตามไปทำสกู๊ปเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดกทม. ก็ได้เห็นกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะออกไปทำสกู๊ปชิ้นนี้ พี่ตือให้ผมช่วยหาข้อมูลไปคร่าวๆ พอช่วงบ่ายจึงออกเดินทางไปที่โรงเรียน โดยนัดแหล่งข่าวไว้ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ก่อนทำการสัมภาษณ์ มีการคุยประเด็นกับผอ.คนนั้นก่อน จึงบันทึกเทป

ใน office พี่ตือดูเป็นคนเฉยๆ น้อยนักที่พี่ตือจะเดินเข้ามาพูดค่อยกับเพื่อนๆในห้องข่าว 2 หากแต่สิ่งที่ผมเจอใน Office กับในสนามข่าว เป็นคนละอย่างเลยทีเดียว การสัมภาษณ์ผอ.คนนั้น พี่ตือตะล่อมถามให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด และถามไม่หลุดประเด็น ดูเป็นคนช่างเจรจา ผิดหูผิดตากับที่อยู่ใน Office เลยทีเดียว

ในความคิดของผม พี่ตือ เป็นบุคคลที่น่าเอาแบบอย่าง ทั้งการวางตัวในที่ทำงาน และเต็มที่กับการทำงาน เพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพ

*** พรุ่งนี้ติดตามตอนที่ 5 โต๊ะข่าวของชาวบ้าน
My Twitter : @tanpisitlive
My Facebook : Tanpisit Lerdbamrungchai

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จากบางนา สู่บางเขน - ตอนที่ 3 : เรื่องเล่าในรถข่าว Thai PBS


จากบางนา สู่บางเขน
ตอนที่
3 : เรื่องเล่าในรถข่าว Thai PBS


รถข่าวที่มีโลโก้นกไทยพีบีเอส  เมื่อก่อนเห็นเพียงแค่วิ่งผ่านไปบนท้องถนนก็รู้สึกว่า อยากนั่งรถข่าวแบบนี้บ้าง ดูเท่ดี หารู้ไม่ว่าในรถข่าวคันนี้มีอะไรมากไปกว่านั้น เมื่อถึงเวลาที่ผมได้ขึ้นมานั่งออกไปทำข่าวจริงๆ จะได้ค้นพบเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเจ้าของเก่า ของรถคันนี้ “ตำนานไอทีวี ทีวีเสรี” ถูกเล่าอย่างสนุกสนานบนรถ ในช่วงที่จราจรติดขัด

ผมสังเกตว่าช่างภาพส่วนใหญ่ของไทยพีบีเอส เคยเป็นพนักงานของไอทีวีมาทั้งนั้น บางคนก็อยู่ตั้งแต่ยุคไอทีวีเปิดจนถึงยุคไทยพีบีเอสในปัจจุบัน พวกเขาเหล่านี้ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์สำคัญของการเปลี่ยนแปลง และเฝ้าดูความเป็นไปต่างๆ มาอย่างใกล้ชิด

จากคำบอกเล่าของช่างภาพที่อยู่ตั้งแต่ไอทีวียุคแรกบอกว่า “น้องเกิดผิดยุค น้องน่าจะเกิดและทันฝึกงานกับไอทีวี” ประโยคนี้ก็พอทำให้ผมเข้าใจได้ว่า ไอทีวีนั้น ข่าวเข้มข้นเพียงใด


ความกล้าหาญของไอทีวี ถูกนำมาพูดถึงไม่ว่าจะเป็น การเปิดโปงการเก็บส่วย การซ่อนกล้องแอบถ่าย และการทำข่าวสืบสวนสอบสวนอื่นๆ ที่ยุคนั้นหาทีวีช่องอื่นทำข่าวแบบนี้ไม่ได้ รวมทั้งระบบการทำงานในสมัยนั้นก็นำมาเล่าสู่กันฟังด้วย เราคุยกันในระหว่างที่รถติดก็อดเปรียบเทียบไอทีวี ทีวีเสรี กับ ไทยพีบีเอส ทีวีที่คุณวางใจไม่ได้ “ยุคก่อนไอทีวีทำข่าวอะไร ทุกช่องต้องคอยดู คอยตาม แต่ยุคนี้เราตามเขา” ช่างภาพคนหนึ่งกล่าว เราคุยกันต่อถึงสาเหตุที่อาจเป็นเพราะคนไอทีวีเก่งๆ กระจัดกระจายอยู่ตามช่องต่างๆก็เป็นได้

นอกจากเรื่องไอทีวีแล้ว ประสบการณ์สนุกๆ และเสี่ยงตายของช่างภาพก็ถูกนำมาเล่าด้วยเช่นกัน ตั้งแต่ไอทีวีจนถึงไทยพีบีเอส ช่างภาพคนหนึ่งเคยถ่ายสรยุทธตอนทำรายการไอทีวีทอล์ค ก็เล่าให้ฟังว่าสรยุทธเป็นยังไงก่อนจะโด่งดังมากในตอนนี้ แม้จะทั้งเหตุการณ์สลายการชุมนุม ปี 2553 ที่ช่างภาพต้องเป็นด่านหน้าเสี่ยงตายเพื่อเก็บภาพมาส่งที่สถานี

ต้องยอมรับว่ากลุ่มช่างภาพไทยพีบีเอส เป็นกลุ่มที่รักกันเหนียวแน่จริงๆ แม้ว่าในองค์กรใหญ่แห่งนี้ จะมีเรื่องที่พวกเขาอาจไม่ถูกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดจะย้ายไปไหน เขาบอกผมว่า “พี่น้องของผมที่อยู่ที่ ผมต้องอยู่กับพี่น้องของผมที่นี่”

ช่างภาพไทยพีบีเอส น่ารักทุกคนครับ เรื่องที่คุยกันมีหลายเรื่อง ผมฟังเพื่อฟัง โดยไม่ตัดสินใดใด

*** พรุ่งนี้ติดตาม ตอนที่ 4 ตามคนข่าวไปทำข่าว ...

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จากบางนา สู่บางเขน - ตอนที่ 2 : โรงงานข่าว กับครอบครัวข่าว


จากบางนา สู่บางเขน
ตอนที่
2 : โรงงานข่าว กับครอบครัวข่าว


“สำนักงานของเรา ออกแบบมาให้เป็นเหมือนโรงงานข่าว” ผมได้ยินมาจากท่านผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ช่วย ผ.อ.เทพชัย หย่อง เมื่อผมได้ยินประโยคนี้ทำให้เกิดภาพขึ้นในหัวทันทีว่า การทำงานของที่นี่จะต้องเป็นระบบระเบียบอย่างแน่นอน

เข้าสู่วันที่ 2 ของการฝึกงาน ผมได้เรียนรู้กระบวนการผลิตข่าวของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ผ่านพี่ตุ โต๊ะวาระประเทศไทย ที่พาเยี่ยมชมสถานีพร้อมอธิบายการผลิตข่าวในเชิงเทคนิคอย่างเป็นขั้นตอน

พี่ตุ วาระประเทศไทย
เริ่มจากการคุยกันในโต๊ะเพื่อกำหนดประเด็น กำหนดผู้สัมภาษณ์ และกำหนดหมายนัดพบแหล่งข่าว

การออกหมายเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะเมื่อผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ผู้ช่วยช่างภาพเจอกันครบทีมแล้วจึงสามารถออกรถไปพบกับแหล่งข่าวที่นัดไว้ เพื่อสัมภาษณ์ และเก็บภาพประกอบรายงาน หรือภาพ Insert ได้ ในขั้นตอนนี้เองทำให้ผมรู้ว่ามีการแยกส่วนกันระหว่างกองบรรณาธิการ กับช่างภาพ ผมเข้าใจว่า Thai PBS แบ่งส่วนกันอย่างชัดเจนระหว่างการผลิต Content และ Production แต่ก็ยังคงมีบางรายการที่หนึ่งทีมสามารถผลิตได้ทั้ง Content และ Production รวมกัน อย่างเช่น รายการพลเมืองผู้เปลี่ยนทิศเป็นต้น



ตอนผมเด็กๆ เคยจิตนาการไว้ว่าไมค์โครโฟนที่มีโลโก้ช่องติดอยู่คืออาวุธของนักข่าว แต่เมื่อมาฝึกงานจึงพบว่า แท้จริงคือการ์ดกล้องต่างหาก เพราะผู้สื่อข่าวจะต้องพกติดตัวไปจาก Office เพื่อนำไปให้ช่างภาพ และเมื่อช่างภาพบันทึกภาพเสร็จแล้ว ก่อนจะเข้า Office ก็จะถอดการ์ดคืนให้ผู้สื่อข่าว นำไปสู่ขั้นตอนต่อไปคือนำภาพจากการ์ดไปลงที่ห้องอิงเจ็ท ซึ่งก่อนหน้านั้นต้องนำการ์ดมาเพลย์ดูก่อน เพื่อจดนาทีที่ต้องการภาพ หรือนาทีที่แหล่งข่าวพูดในประโยคที่เราจะนำมาประกอบในสกู๊ป การนำภาพไปลงที่ห้องอิงเจ็ท ก็คือการนำภาพที่ถ่ายมาดิบๆ เข้าถังภาพกลางโดยมีรหัสกำกับ และดึงภาพที่ต้องการมาใช้ตัดต่อ ในห้องตัดต่อที่มีระบบเชื่อมโยงกับถังภาพกลาง 
ห้องอิงเจ็ท เป็นแบล็กกราวของฉากข่าวต้นชัวโมง
ขณะเดียวกันก็ต้องเขียนสคริปต์ของสกู๊ป ที่ต้องทำเป็นตารางแบ่ง เป็นสองช่องคือภาพและเสียงซึ่งอาจพิมพ์ใน Microsoft Word ก่อนแล้วค่อยนำเนื้อหาไปลงในโปรแกรม I-Script พร้อมกำหนดช่วงที่จะปล่อยเสียงสัมภาษณ์ และภาพประกอบให้ล้อไปกับสคริปต์ที่เขียนด้วย หากไม่มีภาพ Insert ก็จะค้นภาพในแฟ้มภาพเพื่อนำมาใช้ประกอบ และเมื่อเขียนสคริปต์เสร็จแล้วจึงลงเสียงในลำดับต่อไป
หลังทั้งภาพ และเสียง พร้อมแล้วจึงนำมาสู่ขั้นตอนการตัดต่อ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตัดต่อรับช่วงต่อ โดยจะตัดตามสคริปต์ที่ผู้สื่อข่าวได้เขียนกำหนดไว้ ทั้งภาพ Insert และช่วงปล่อยเสียงสัมภาษณ์ของแหล่งข่าว เมื่อตัดต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปลายทางก็คือการนำออกอากาศสู่สาธารณะ

สังเกตดูตั้งแต่ต้น จะพูดว่ากระบวนการผลิตทั้งหมดเปรียบเสมือนสายพานการผลิตในโรงงานก็คงไม่ผิดนัก นี่แหละคือโรงงานข่าว ผมนึกเปรียบเทียบกัน คำว่าโรงงานข่าว เป็นคำที่ใช้เปรียบเทียบการทำงานให้เห็นภาพ แต่มีอีกคำหนึ่งที่เป็นคำเปรียบเทียบการทำงานข่าวด้วยเช่นเดียวกันคือ ครอบครัวข่าว

“โรงงานข่าว กับครอบครัวข่าว” น่าคิดนะครับว่าปลายทางก็คือข่าว แต่กระบวนการนั้นมีความต่างกันอย่างแน่นนอน ระบบเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้งานมีคุณภาพสูง แต่ก็เป็นสาเหตุในเกิดความห่างเหินในการทำงาน ในขณะที่การทำงานแบบพี่ แบบน้องเป็นครอบครัว หลวมๆ ผู้ทำงานคงจะมีความสุขกับการทำงานเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าคิดว่างานจะออกมามีคุณภาพหรือไม่ เมื่อระบบหละหลวม
งานกับความรู้สึกระหว่างการใช้ชีวิต  ควรเป็นสิ่งที่คู่ขนานกันไป แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง กลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง สุดท้าย “เรา” ต้องเรียนรู้และปรับตัว ในคู่ขนานกันให้ได้ เพียงแค่เราจัดการ และทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น เท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะโรงงานข่าว หรือครอบครัวข่าว ปลายทางก็คือข่าว ที่มีคุณค่าเหมือนกัน  แต่วิถีการทำงานอาจต่างกัน ก็ย่อมส่งผลให้มุมมองของข่าว ต่างกัน ด้วยเช่นกัน

พรุ่งนี้ติดตามตอนที่ 3 - เรื่องเล่าในรถข่าว Thai PBS

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จากบางนาสู่บางเขน - ตอนที่ 1 : ทำไมต้องฝึกงานที่ Thai PBS


จากบางนาสู่บางเขน
ตอนที่
1 : ทำไมต้องฝึกงานที่ Thai PBS




ผมสนใจและติดตามการเปลี่ยนผ่านของทีวีเสรี หรือ ไอทีวี ไปสู่ทีวีสาธารณะ หรือ ไทยพีบีเอส มาอย่างต่อเนื่อง เพราะกระเทือนต่อวงการสื่อสารมวลชนไทยเป็นอย่างยิ่ง และด้วยความสนใจนี้เองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกเรียนในสายนิเทศศาสตร์ เพื่อที่จะได้ทำงานในสายวิทยุโทรทัศน์ และเมื่อมีโอกาสได้เข้าฝึกงานตั้งแต่ปี 1 ผมจึงเลือกมาฝึกที่ Thai PBS ทีวีสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย

ในช่วงที่เข้าปฐมนิเทศนักศึกษาฝึกงาน Thai PBS วิทยากรถามกับนักศึกษาทุกคนว่าคาดหวังอะไรกับการฝึกงานที่ Thai PBS นักศึกษาแต่ละคนก็ตอบไม่ต่างกันว่า คาดหวังอยากเป็นผู้ประกาศข่าวบ้าง อยากทำงานที่นี่บ้าง หรือบางคนก็คาดหวังว่าจะได้เรียนรู้ ... บ้าง แต่ผมคาดหวังกับการค้นหาคำตอบว่า Thai PBS เป็นทีวีที่คุณวางใจ จริงหรือไม่  ความคาดหวังของผมต่อเนื่องมาจากความสนใจในมหากาพย์โทรทัศน์สาธารณะไทย และนี่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ผมจะได้มาสัมผัส มาอยู่ มาเรียนรู้ในที่ที่ผมอยากทำความรู้จักให้มากกว่านี้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ผมสัมผัสกับ Thai PBS ผ่านเพียงหน้าจอ และตัวหนังสือในบทความ ในหนังสือต่างๆ เท่านั้น

ผมสังเกต และสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมข่าวของ Thai PBS จึงแตกต่างจากช่องอื่น ขณะที่ช่องต่างๆกำลังนำเสนอข่าวเดียวกัน แต่บางครั้ง Thai PBS ก็มักจะเสนอในอีกแง่มุมหนึ่ง บ้างครั้งก็เห็นชาวบ้านทำสกู๊ปลงเสียงออกทีวีด้วยตนเอง ผมคิดต่อมาถึงรูปแบบการนำเสนอ ในขณะที่ช่องอื่นๆ ตอนเช้าต้องคุยข่าว แต่ Thai PBS อ่านข่าว และชอบนำเสนอเป็นสกู๊ป มันไม่น่าเบื่อหรือ หรือที่ทำแบบนี้เพราะมีอะไรมากไปกว่านั้น



จากบางนาคือ Nation  เพราะผมเป็นนักศึกษามาจากม.เนชั่น สู่บางเขน เพราะผมมาฝึกงานที่ Thai PBS ซึ่งตั้งอยู่เขตบางเขน ผมอดที่จะเปรียบเทียบวิธีการทำข่าวของสำนักข่าวใหญ่ทั้ง 2 สำนักของไทยแห่งนี้ไม่ได้ เมื่อเคยสัมผัสจากอีกที่ แล้วมาสัมผัสกับอีกที่ จึงพบความแตกต่าง และความเหมือนที่ทำให้ผมเข้าใจในอะไรบางอย่างมากขึ้น บางอย่างที่ผมว่า ถ้าท่านอ่านรายงานเล่มนี้ดีดี ท่านจะพบคำตอบที่ซ้อนอยู่

การฝึกงานที่ Thai PBS ครั้งนี้ของผม ไร้ซึ่งแรงกดดัน เพราะตนพึ่งอยู่เพียงปี 1 ฉะนั้นการนั่งนิ่งๆใน Office ของผมในบางช่วงเวลา ที่บางครั้งก็รู้สึกยาวนาน ก็ทำให้ได้เรียนรู้ สัมผัส รับรู้ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

พรุ่งนี้ติดตามตอนที่ 2 “โรงงานข่าว” 


My Twitter : @tanpisitlive
My Facebook : Tanpisit Lerdbamrungchai

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บทนำ - จากบางนาสู่บางเขน การฝึกงานที่ไทยพีบีเอส


บทนำ
จากบางนาสู่บางเขน การฝึกงานที่ไทยพีบีเอส


ใครๆก็ถามผมว่า ปี 1 ม.เนชั่น ฝึกงานแล้วหรือ ผมก็มักจะตอบว่าเป็นความคิดของคุณสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่นครับ  คุณสุทธิชัยกล่าวว่า ผมมองว่าการที่ส่งเด็กไปฝึกงาน 3-4 เดือนช่วงก่อนจบไม่สามารถทำให้เด็กเก่งหรือได้คุณภาพตามที่บริษัทต้องการ ดังนั้นเชื่อว่าการทำโครงการนี้ขึ้นจะช่วยให้พัฒนาศักยภาพเด็กอย่างเต็มที่ แทนที่จะไปฝึกแค่ 3-4 เดือน ม.เนชั่นให้ไปตั้งแต่ปี 1 เลย อย่างน้อยเด็กต้องได้เรียนรู้ประสบการณ์จากที่ฝึกงานมากมาย ถามว่าฝึกเสร็จแล้วบริษัทจะรับเข้าทำงานหรือไม่ เป็นอีกเรื่องนึง แต่การจะให้นักศึกษามีคุณภาพตรงตามความต้องการของบริษัทที่รับเข้าทำงาน บริษัทจะต้องมีบทบาทในการกำหนดการเรียนการสอนช่วยกันกับทางมหาวิทยาลัย ท่านต้องฉีดยาให้กับมหาวิทยาลัยด้วย

ด้วยแนวคิดนี้เอง จึงทำใหผมต้องหาที่ฝึกงานตั้งแต่ปี  1 เพื่อนๆของผมหลายคนฝึกงานในเครือเนชั่น เพราะการให้นักศึกษาปี  1 ฝึกงานนั้น ยังคงเป็นเรื่องใหม่ ที่หลายองค์กรอาจยังไม่เคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญคือเพียงแค่นักศึกษาปี 1 ยังเด็กมากนัก ที่จะฝึกงานและอาจจะเป็นภาระให้กับองค์กร เพราะประสบการณ์การเรียนรู้ในห้องเรียนอาจยังไม่มากพอ แทนที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ ก็อาจจะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับองค์กรก็เป็นได้


ผมสนใจในกลุ่มข่าววาระทางสังคม โดยเฉพาะข่าวนโยบายสาธารณะ ที่มีในเฉพาะทีวีสาธารณะ Thai PBS เท่านั้น โชคดีครับที่ผม เป็นเครือข่ายนักข่าวพลเมือง และเคยส่งข่าวออกอากาศทาง  Thai PBS อยู่สัก 2 3 ชิ้น ทำให้ผมพอรู้จักกับ โปรดิวเซอร์นักข่าวพลเมือง ที่จะสามารถช่วยประสานงานกับ บรรณาธิการข่าวนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นต้นสังกัดที่ผมจะเข้าไปฝึกงานด้วยโดยตรง ก่อนที่จะทำหนังสือส่งตัวมาที่สำนักทรัพยากรมนุษย์ตามระบบ ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

การฝึกงานครั้งนี้ของผมเริ่มต้นตั้งแต่ 17 เมษายน  - 31 พฤษภาคม แต่ไปฝึกจบจริงๆ 9 มิถุนายน 2555 ตามมาครับ รายงานผลการฝึกงานของผมเล่มนี้ จะพาไปพบกับการการเรียนรู้ครั้งยิ่งใหญ่ของผม ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอย่างยิ่งครับ

พรุ่งนี้ติดตามตอนแรก “ทำไมต้องฝึกงานที่ไทยพีบีเอส” ที่บล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ถอดบทเรียน 6 เดือนที่เนชั่น


(1) ย้อนกลับไปในวันแรกที่ผมเดินเข้ามาในฐานะเด็กฝึกงาน 1 เมษายน 2554 ความรู้สึกทึ่ง ว่าวันนี้มันมาถึงได้อย่างไร ก่อนหน้านั้นผมคิดที่จะหาที่ฝึกงานสักทีหนึ่งหลังจบม.6 โรงเรียนพนัสพิทยาคาร เพื่อต่อยอดความรู้จากทีวีพ.พ.ทีวีที่ผมและเพื่อนๆอีก 11 คนที่บุกเบิกขึ้น ตอนแรกติดต่อไปยัง ThaiPBS แต่ทางองค์กรปิดรับนักศึกษาฝึกงานเพราะกำลังย้ายสำนักงานใหญ่ องค์กรต่อมาที่ผมนึกถึงคือ The Nation เดือนกุมภาพันธ์ 2554 ผมได้ลองเข้ามากรอกใบขอฝึกงาน ผมไม่ได้มามือเปล่าแต่พกเอาผลงานที่ทำมาจากทีวีพ.พ.มาด้วย ในใจคิดว่าเขาคงไม่รับ เพราะผมก็แค่เด็กม.6 อายุ 17 ปี แต่ไปๆมาๆ ปลายๆเดือนมีนาคม 2554 มีโทรศัพท์มาจากทางNation ว่าให้เข้ามาฝึกงานได้เลย ไม่ต้องสัมภาษณ์ นัดเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันแรกของการฝึกงาน ผมยังจำได้ว่า ผมใส่ชุดม.ปลาย กางเกงขาสั้นเข้าไปที่นั่น ตื่นเต้นมาก และคิดว่าเรามาถึงจุดๆนี้ได้อย่างไร วันต่อมาพี่ๆที่Nation ก็อนุโลมให้ใส่ชุดสุภาพมาได้ วันหนึ่งบก.อาชญากรรมได้เห็นผลงานของผมที่เคยทำไว้กับทีวีพ.พ.จึงเปิดโอกาสให้ทำสกู๊ปข่าวโทรทัศน์ และออกตระเวนข่าวกับพี่ๆ เสมือนหนึ่งว่าเป็นนักข่าวมืออาชีพ ขณะเดียวกันด้วยความที่ผมมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ถูกมองว่า ... ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่แย่มาก นอกจากนี้ยังเจอการรับเงินของนักข่าวที่ผมเห็นกับตา ซึ่งผมปฏิเสธเงินตรงนั้น แต่ช่างภาพกลับรับไปแทน 


(2) แน่นนอนว่าผมคงต้องเรียนต่อปริญญาตรี เพราะจบการศึกษาเพียงม.6 ตอนแรกมีแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่จากผู้ใหญ่หลายท่านบอกตรงกันว่า ควรจะเรียนในประเทศไทยเพื่อเป็นการศึกษารากเง้าของตนเอง และทดลองใช้ชีวิตที่อยู่ห่างจากครอบครัว เหมือนนกที่เพิ่งหัดบิน ก็ไม่ควรบินออกไปไกลรัง เพราะเสี่ยงต่ออันตราย ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่แอดมิดชั่นไม่ติด มหาวิทยาเอกชนจึงเป็นทางเลือกหลัก ในเวลานั้นเ ครือNation เปิดมหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์การศึกษาเนชั่นทาวเวอร์ พอดี ตอนแรกไม่สนใจ เห็นเขาพาเพื่อนๆมาดูสำนักข่าวที่ชั้น 12A ขณะเดียวกันผมก็นั้งทำงานอยู่ที่นั้น หลังจากนั้นก็ติดตามข่าวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเนชั่นมาเรื่อยๆ คุณสุทธิชัย หยุ่นเป็นคนหนึ่ีงที่ทำให้ผมเลือกที่จะเรียนที่นี่ เพราะดูเหมือนว่าคุณสุทธิชัย จะมีความตั้งใจกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงเชื่อว่ามหาวิทยาลัยเนชั่นเป็นมหาวิทยาลัยที่จะถ่ายทอดความรู้การสื่อสารมวลชนได้ดีที่สุดไม่แพ้ที่อื่น จึงตัดสินใจเรียนที่นี่


(3) 17 18 มิถุนายน 2554 วันปฐมนิเทศของมหาวิทยาเนชั่น บุคลิกที่ดูโตมาก และดูมีหลักการมากของผมที่ต่างจากเพื่อนๆคนอื่นๆ ทำให้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ และนั้นเป็นสาเหตุทำให้ในเวลาต่อมาผมได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆซึ่งช่วงนั้นยังไม่ค่อยสนิทกัน ให้เป็นประธานคณะกรรมการนักศึกษา

(4) ผมตั้งปณิธานไว้ว่าผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด จะมุ่งมั่นและทุ่มเท สิ่งแรกที่ผมทำหลังเข้ารับตำแหน่งคือการวางโครงสร้างขององค์กรเพื่อกระจายงาน หลังๆเริ่มใช้ไม่ได้ผลเพราะกระจายไปแล้วงานไม่กลับมา ในฐานะที่เป็นทั้งเพื่อน และผู้นำ ก็เกรงใจ ทำมันเองซะเลย ภาพของคนที่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ก็เกิดขึ้น

(5) ต่อมาผมถูกมองว่าไม่ยอมกระจายงาน เก็บงานไว้คนเดียว

(6) แม้จะถูกมองเช่นนั้น แต่งานหลายอย่างก็สำเร็จ เรียบร้อย ที่สำเร็จไม่ใช่เพราะทำคนเดียว แต่พยามกระจายงาน แบบที่เพื่อนไม่รู้ตัว อีกปัญหาหนึ่งคือการนัดประชุม การประชุมถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหาร แต่นัดประชุมยากมาก ผมเหนื่อยที่จะพูดมาก มากไปก็โดนว่า ก็เลยทำคนเดียวมันอีกนั่นแหละ     

(7) ประมาณเดือนกันยายนผมจัดตั้งโครงการสื่อสร้างสรรค์แห่งมหาวิทยาลัยเนชั่น หรือNation UMG ขึ้นเพื่อเป็นการรวมเพื่อนที่สนใจทำงานสื่อไม่ว่าจะงานข่าว งานเขียน งานบันเทิง มารวมอยู่ด้วยกันเป็นเครือเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้ความร่วมมือจากสำนักงานศูนย์การศึกษาเนชั่นทาวเวอร์มากนัก หรือไม่บางทีอาจดูเหมือนว่าเรากำลังเล่นขายของ ผมจึงต้องพึงพาตนเอง ไปพบผู้ใหญ่เอง คุยเอง จัดการเอง จนอาจถูกมาว่ากลายเป็นคลื่นใต้น้ำ

(8) งานนิตยสาร สื่อในเครือของ Nation UMG เพื่อนๆให้ความร่วมมือดี แต่กรณีที่พบคือมีคนที่พูดและเสนอแนวคิดแล้วไม่ทำ ในขณะเดียวกันฝ่ายศิลป์ติดธุระ ผมจึงต้องรักษาการแทนฝ่ายศิลป์ไปก่อน ในฐานะที่เป็นตัวตั้งตัวตีอยากทำนิตยสาร สุดท้ายถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาล

(9) กลางๆเดือนตุลาคม 2554 มีพี่โปรดิวเซอร์จากรายการแซบ ระวังภัยมาติดต่อขอความร่วมมือจากนักศึกษาให้ไปร่วมผลิตรายการ ผมก็ได้เข้าร่วมโครงการนี้ แนวคิดการใช้สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นแนวคิดที่ผมคุยกับโปรดิวเซอร์แล้วถูกคอกัน หลังๆเริ่มเปลี่ยนไป คอนเซปต่างๆของรายการมีความขัดแย้งในตัว ความคิดผมกับพี่โปรดิวเซอร์ไม่ตรงกัน ผมจึงถอดตัวออก โดยก่อนหน้านั้นถูกมองว่าก้าวร้าว เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักวาล สารพัดมากมาย ผมจึงตัดสินใจทำต่อแค่เทปเดียวแล้วเลิก

(10) ปัญหามันเยอะ วุ่นวาย รำคาญ "ศูนย์กลางจักรวาล ทำงานคนเดียว เลียนแบบไทยพีบีเอส" ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ เริ่มจาก ศูนย์กลางจักรวาล หมายความว่า เอาความคิดตัวเองอย่างเดียวไม่ฟังคนอื่น ผมมาพิจารณาดูแล้ว ผมเองดูเหมือนจะรับฟังคนอื่นมากที่สุด เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยทำคือการวิพากย์วิจารณ์ผู้อื่น บางคนติคนอื่น จนลืมดูตัวเอง // ทำงานคนเดียว หมายความว่า เก็บงานเอาไว้ผู้เดียว ไม่แบ่งงาน อันนี้ยอมรับและจะปรับปรุงวิธีการบริหารอย่างจริงจัง ซึ่งผมได้เริ่มการทำงานแบบกระจายงานแล้ว กับ เครือNation UMG ผมอยู่ในตำแหน่งบรรณาธิการอำนวยการ ดูภาพรวมของสื่อทั้งหมดในเครือ Nation UMG คอยตรวจสอบ โดยสั่งงานผ่าน บรรณาธิการของแต่ละสื่ออีกทีหนึ่ง อย่างไรก็ตามการทำงานถึงแม้จะทำคนเดียวก็ยังได้ชื่อว่าทำ ยังมีศักดิ์ศรีมากกว่าชอบเสนอ ชอบดีแต่พูด แต่ไม่ทำ // เลียนแบบไทยพีบีเอส กรณีนี้น่าสนใจ ผมยอมรับว่าคนเราควรจะต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และพัฒนาความคิดให้ต่อยอดยิ่งๆขึ้นไป ผมจะพยาม การเลียนแบบผมเชื่อว่าเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ดีทีเดียว แต่ก็ควรอยู่ในกรอบที่จำกัด อย่างไรก็ตามขอให้ทำความเข้าใจระหว่างการเลียนแบบ และความชอบซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่ผมคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ผมโตมาพร้อมๆกับการพัฒนาของสื่อสาธารณะแห่งนี้ ดังนั้นผมจึงเห็นความงดงามของการเป็นสื่อสาธารณะ ซึ่งนี้คงไม่แปลกหากผมอาจมีแนวคิดหรือพฤติกรรมบางอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นสื่อสาธารณะอย่างชัดเจน

(11) 1 เทอมที่ผ่านไปผมได้เรียนรู้กับสิ่งต่างๆมากมาย เรียนรู้ที่จะปรับตัว และทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา เอามันมาเป็นบทเรียน ที่ทำให้เราแข็งแกร่ง เป็นต้นไผ่ที่ยืนต้นอยู่ไ้ด้ โดยไม่หักโค่น แม้ลมหรือพายุจะพัดมาแรงเพียงใดก็ตาม ผมจะมุ่งมั่น ยืนหยัดและเดินไปในทางที่ตนเชื่อมั่นว่าดีงาม ต่อไปครับ

//////////////////////////////////////////////////

Nation UMG ปฐมบทนิเทศศาสตร์ของจริง ม.เนชั่น


หลังนักศึกษาปี ๑ รุ่นแรกจำนวนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเนชั่น ศูนย์การศึกษาเนชั่นทาวเวอร์ซึ่งมีความต้องการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละด้านไม่ว่าจะสาระ หรือบันเทิง ในรูปแบบที่หลากหลายลงบนช่องทางที่พอทำได้อย่างโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก และแล้วพวกเราก็รวมกลุ่มกันสำเร็จ โดยแบ่งเป็นกลุ่มสื่อ ๓ กลุ่ม คือ ๑.กลุ่มข่าว ๒.กลุ่มนิตยสาร และ๓.กลุ่มบันเทิง ร่วมจัดตั้งเป็นโครงการสื่อสร้างสรรค์แห่งมหาวิทยาลัยเนชั่น หรือ (Nation University Media Group) Nation UMG ขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ มีข้อสงสัยและคำถามมากมายเกี่ยวกับโครงการสื่อนี้ “ปี ๑ จะรีบทำไปทำไม” เป็นคำถามที่เรายินบ่อยที่สุด “จะไปรอดหรือเปล่า” เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ตามมา แม้กระทั้งอาจารย์ก็ยังไม่เซ็นรับรองโครงการนี้ ดังนั้นโครงการนี้จึงต้องยืนด้วยลำแข่งด้วยตนเอง
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Nation UMG ต้องเผชิญกับคำถามเหล่านี้ เพราะการผลิตสื่อที่พวกเรากำลังทำอยู่มีนักศึกษา ชั้นปี ๑ น้อยมากที่จะทำ ดังนั้นการจัดตั้งโครงการสื่อจึงดูเป็นเรื่องใหม่ และเรื่องใหญ่ในมหาวิทยาลัยที่เพิ่งก่อตั้งมาแค่ครึ่งปี แต่พวกเราก็พร้อมที่จะลองผิดลองถูกในการทำงานเพื่อเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง

แต่อีกด้านหนึ่งแม้เราจะไม่ได้รับความสนับสนุนจากมหาวิทยามากเท่าที่ควร ก็ส่งผลดีให้เราแข็งแกร่งขึ้น เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง และยืนด้วยขาของเราเอง ใช้ความคิดที่อิสระได้อย่างเต็มที่ ผ่านมาแล้ว ๒ เดือนเต็มกับการเกิดขึ้นของ Nation UMG ที่ประกอบไปด้วย สำนักข่าวเนชั่นยู นิตยสาร yours และ WooHoo TV เราได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรูปธรรม หลายชิ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ เรามีทั้งบทความที่ได้รับการแนะนำจากกองบก.OK.Nation  คลิปข่าวลงพื้นที่ และสกู๊ปนักข่าวพลเมือง ที่ถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตของชาวชุมชน โดยแฝงแง่คิดให้ผู้ชม เพื่อสร้างแรงบันดาล และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง

“๕.๓ ให้ร่วมมือกับองค์การสื่อระดับชาติ ในการผลิตรายการอันเป็นการส่งเสริมความรู้ที่เป็น ประโยชน์ต่อสาธารณะ” เป็นหนึ่งในแผนงานของโครงการNation UMG ซึ่งสำนักข่าวเนชั่นยูได้ร่วมมือกับ โต๊ะข่าวนักข่าวพลเมือง ThaiPBSเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ พวกเราจะได้สื่อสารเรื่องราวต่างๆ ผ่านสื่อกระแสหลัก ที่มีคนดูนับล้านทั่วประเทศ ขณะเดียวกันทีมงานWoohoo TV ก็ได้ร่วมมือกับ สถานีข่าวระวังภัย ของเครือเนชั่น เพื่อร่วมผลิตรายการแซบระวังภัย
แต่ดูเหมือนว่าการร่วมมือกับ Thai PBS จะถูกตั้งคำถามจากกระแสสังคมในมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า “Nation” โดยลืมนึกถึงความเป็น “มหาวิทยาลัย” ย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา  ซึ่งด้วยความที่มหาวิทยาลัยเนชั่นถูกก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มธุรกิจสื่อที่ชื่อ “เนชั่น” จึงทำให้ความรู้สึกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถูกนำไปเชื่อมโยงกับความเป็นระบบบริษัท อย่างแยกแทบไม่ออก อย่างไรก็ตามเราคิดว่า จากนี้ต่อไปด้วยการรับนักศึกษาที่มากขึ้น จะทำให้โครงสร้างของมหาวิทยาแห่งนี้ ต้องขยายขึ้นตามไปด้วย และจะทำให้ความเป็น “มหาวิทยาลัย”มีความชัดเจนมากขึ้น
ถึงแม้ว่าพวกเราจะต้องประสบกับอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่ด้วยความสุขในการทำหน้าที่สื่อสาร ด้วยความที่เรามีเจตนาดีในการทำงาน เรามีความเชื่อมั่นว่า ก้าวแรกของเราเป็นก้าวที่มั่นคง และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อมวลชนที่สร้างสรรค์สังคมคุณภาพและคุณธรรม
(เพิ่มเติม) ปีการศึกษา 2555 โครงการสื่อสร้างสรรค์หรือ Nation UMG นี้ยุติลงอย่างเป็นทางการ และหันไปทำข่าวอย่างเดียวเกิดเป็นสำนักข่าวเนชั่นยูในเวลาต่อมา


กดไลค์เราที่ >> http://www.facebook.com/NationUMG (ปัจจุบันปิดเพจไปแล้ว)
สำนักข่าวNationU
ช่องยูทูป >> http://www.youtube.com/NationUTV
ทวิตเตอร์ >> www.twitter.com/nationu_news (มหาวิทยาลัยยึดนำไปใช้)
บล็อก >> http://www.nationunews.blogspot.com/ 
นิตยสาร yours
บล็อก >> http://www.yoursmagazine-nationu.blogspot.com/ (ปิดบล็อกแล้ว)
Woohoo TV
ช่องยูทูป >> http://www.youtube.com/Austzi
เฟซบุ๊ค >> http://www.facebook.com/woohooth (เปลี่ยนเป็น Say Production)


นิตยสารฉบับลองผิดลงถูกของพวกเรา Yours Magazine ชื่อนี้ตั้งโดยอ.อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพพัฒนกิจ ผอ.เนชั่นชาแนล

พวกเราใช้ PowerPoint 2010 ในการจัดหน้า ก่อนแปลงไฟล์เป็น PDF

ฉบับแรก
ดาวน์โหลด >>> http://www.mediafire.com/view/?k0vixy1aix1cdar

ฉบับที่ 2
ดาวน์โหลด >>> http://www.mediafire.com/view/?3b2981ea4lhwwo8


ฉบับสุดท้าย
ดาวน์โหลด >>>  http://www.mediafire.com/view/?wot2svdtp4ihpsm