วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงคือทางรอดของธุรกิจ,กก.ผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยกล่าว

พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงคือทางรอดของธุรกิจ,ก.ผู้จัดการบริษัท ไปรษณีย์ไทยกล่าว
ขอบคุณภาพจาก อาจารย์อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กก.ผอ.บมจ.NBC


4 CEO หญิงชั้นนำของเมืองไทยร่วมสัมนาหัวข้อ “Beauty & The Boss ถอดรหัส CEO หญิงเก่ง ธุรกิจแกร่ง” เผยเคล็ดลับทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ความรักในองค์กรและการแบรนด์คือสิ่งสำคัญ ครอบครัวคือกำลังใจในการทำงาน
วิทยุเนชั่น และรายการ ลับคมธุรกิจ” FM.90.5 MHz.  โดยคุณนงค์นาถ ห่านวิไล จัดสัมนา CEO ลับคมธุรกิจ เป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ชั้น 7 Central World หลังการสัมนา 2  ครั้งแรก ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผู้ฟังและบุคคลทั่วไป ทั้งวัยทำงาน คนรุ่นใหม่ และนักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรม   ซึ่งต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้รับความรู้ แนวทางการทำงาน การทำการตลาด และประสบการณ์ดี ๆ มากมาย  กระทั่งมีเสียงเรียกร้องให้จัดสัมนาต่อเนื่องสำหรับปีนี้  ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทเป็นผู้บริหารระดับสูง  ในองค์กรและภาคธุรกิจหลากหลายที่น่าจับตามอง จึงจะจัดสัมนา ในหัวข้อ  “Beauty & The Boss  :  ถอดรหัส CEO หญิงเก่ง ธุรกิจแกร่ง”  เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์ของ CEO หญิง  พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ โดยผู้หญิงเก่ง 4 ท่านคือคุณอนุสรา จิตต์มิตรภาพ  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, คุณสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน ) หรือ ETDA, ดร.เกศรา ธัญลักษณ์ภาคย์   ประธานกรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด  (มหาชน ) และคุณณัฐฑี จุฑาวรากุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัดไปรษณีย์ไทย ไม่ปรับก็พับฐานคุณอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เผยว่าที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปมาตลอดระยะเวลาที่แปรรูปมาเป็นบริษัท ภาพของความทรงจำของคนทั่วไปมักคิดว่าไปรษณีย์ส่งจดหมาย ขายแสตมป์อย่างเดียว แถมบุรุษไปรษณีย์เมืองไทยยังเป็นภาพของลุงแก่ๆ มีกลิ่นเหล้าโชยมานิดๆ ถ้าใครเลือกส่งจดหมาย หรือพัสดุกับไปรษณีย์ก็ต้องทำใจว่ากว่าที่จะได้รับก็ใช้เวลายาวนาน การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงองค์กรจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะทำให้ไปรษณีย์ไทยดำเนินการอยู่ต่อไป อย่างไม่ขาดทุน“ผู้บริหารต้องลงไปคุยกับพนักงานของไปรษณีย์ที่อยู่ในสาขาต่างๆทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจถึงการปรับตัวครั้งใหญ่  อธิบายถึงแผนธุรกิจที่จะทำ และชี้จุดแข็งของไปรษณีย์ ความรักในองค์กรเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราทุกคนร่วมด้วยช่วยกันในการปรับตัว และบทบาทของผู้นำก็คือการสร้างแรงจูงใจและเป็นตัวอย่างที่ดี” คุณอานุสรา บอกถึงกลยุทธในการบริหารองค์กรกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย บอกว่าปัจจุบันการเขียนจดหมายส่งถึงกันแทบไม่มีให้เห็น เพราะมีอินเตอร์เน็ต และมือถือที่สามารถส่งข้อความ หรือ Email ถึงกันได้ทุกที่ทุกเวลา รายได้หลักของไปรษณีย์ไทยในวันนี้มาจากการส่งจดหมายธุรกิจ การส่งจดหมายและพัสดุด่วน (EMS) เป็นต้น การปรับตัวของไปรษณีย์ไทยคือทำให้มีความทันสมัย รวดเร็วมากขึ้น น่าสนใจว่าทุกวันนี้ไปรษณีย์ไทยส่งมอเตอร์ไซต์ในฐานะพัสดุ 800 คันต่อปี นอกจากนี้การส่งธนาณัติแบบออนไลน์ 10 นาทีปลายทางได้รับเงิน เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ไปรษณีย์ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
คุณอานุสราเปิดเผยถึงธุรกิจใหม่ของไปรษณีย์ในอนาคตอันไกล้นี้ว่าการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นอีกอย่างที่เราให้ความสนใจ ต่อไปนี้จะมีแอพพลิเคชั่นในมือถือ ชื่อว่า “อร่อยทั่วไทย” ท่านสามารถสั่งของกินขึ้นชื่อจากภูมิภาคต่างๆในประเทศ เช่นแหนมเนืองหนองคาย แคบหมูเชียงใหม่ หรือไข่เค็มไชยาสุราษธานีได้ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนก็ตามจะได้รับในวันรุ่งขึ้น“การส่งจดหมาย และพัสดุที่รวดเร็วมากขึ้นเป็นผลมาจากการร่วมมือกับสายการบินต่างที่เราจะฝากของใต้ท้องเครื่องบินไปด้วยโดยที่เราไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องบินเอง และปี 2558 ภูมิภาคเราจะรวมเป็นประชาคมอาเซียนทำให้มีเพื่อนบ้านไกล้เคียงเดินทางมาทำงานหรือมาเทียวมากขึ้น เรากำลังจะพัฒนา EMS ให้เป็น Super EMS ที่ส่งแบบด่วนๆ เพื่อรองรับความต้องการที่ไม่ใช่แค่คนไทย แต่รอบรับในระดับอาเซียน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ระบุหลอมระบบราชการกับบริษัทคุณสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA บอกว่าองค์กรของเธอมีสัดส่วนคนรุ่นใหม่ หรือคน Gen Y เป็นจำนวนมาก ปัญหาที่พบคือกลุ่ม Gen Y มักชอบเปลี่ยนงานบ่อย คิดเป็นร้อยละ 30 ต่อปี บางทีเราก็ต้องการวิศวะจุฬาฯ ให้ทำงานอยู่ในองค์กรของเรา การสร้างสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ จึงเป็นเรื่องที่จำแป็นต้องทำ แม้ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐ แต่ก็ไม่ใช่องค์กรของรัฐแบบเชยๆ“การหลอมรวมคน 2 ระบบเป็นเรื่องยากที่เราพบ ETDA มีสัดส่วนจำนวนของคนในระบบราชการ และคนในระบบบริษัทแบบครึ่งต่อครึ่ง ข้าราชการจะชินกับกฎระเบียบ และระบบ ในขณะที่พนักงานบริษัทไม่ต้องการระบบและความยุ่งยาก เราหลอมรวมคนทั้ง 2 ประเภทนี้ด้วยการกำกนดเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน” คุณสุรางคณากล่าวผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA  บอกว่าในกรณีคน Gen Y ที่ลาออกไปกว่าร้อยละ 30 ต่อปีวิธีที่ใช้ดึงคน Gen Y ให้กลับมาก็คือการสร้างความรักในองค์กร ปรับโครงสร้างเงินเดือน หางานที่ท้าทายให้ทำ สร้างบรรยากาศที่ทำงานให้ทันสมัย
สำหรับภาพรวมการทำธุรกรรมออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทย คุณสุรางคณาบอกวว่า จากสถิติที่รวบรวมข้อมูลในปี 53 พบว่า อีคอมเมิร์ซไทย มีมูลค่ารวม 608,000 ล้านบาท  จึงยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปีที่แล้ว มีจำนวนผู้ใช้รวมประมาณ 24 ล้านคน ในขณะที่จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ มีจำนวน 87 ล้านเลขหมายอีคอมเมิร์ซของไทย จึงยังคงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยในช่วงที่ผ่าน ๆ มา อัตราเติบโตอยู่ที่ร้อยละ  10 ต่อปี ปัจจุบันอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงร้อยละ  20 ต่อปีนี้ คาดว่า อนาคตอันใกล้จะมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นมาเป็นระดับร้อยละ 40 ต่อปี  จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ประกอบการประเทศอื่น ๆ ต้องการเข้ามาเจาะตลาดในประเทศไทย และในอนาคตการที่ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฮับของบริการทางการแพทย์จึงยังมีโอกาสที่อีคอมเมิร์ซจะเติบโตได้อีกมาก
“อย่างไรก็ตาม ความไม่มั่นใจในการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตยังคงมีอยู่ สำหรับอีคอมเมิร์ซ ผู้จด DOMAIN ที่ลงท้ายด้วย .co.th จะปลอดภัยกว่า จด DOMAIN ที่ลงท้ายด้วย .com เพราะ .co.th ต้องยืนยันตัวตนก่อน” ผู้อำนวยการ ETDA ระบุคนเก่าแก่คือคุณค่าขององค์กรดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เล่าเธอรับช่วงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี้มาจากพ่อมาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในยุคนี้คนเลือกทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เพราะเพียงแค่มีเงินซื้อที จ้างคนมาก่อสร้างแล้วก็ขายก็ได้ ธุรกิจแบบนี้สำคัญที่ทำเลในการก่อสร้าง“เมื่อก่อนพ่อขายลอดช่องสิงคโปร์ ก่อนจะมาขายไม้ส่งให้กับบริษัทก่อสร้าง พ่อเห็นว่าสร้างบ้านขายนี่น่าจะรวยเพราะเป็นของไม่เน่า ไม่เปื่อย” ดร.เกษราเล่าย้อนอดีตในครอบครัวของตนกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์บอกว่าหนักใจอยู่เหมือนกันหลังจากที่รับไม้ต่อจากพ่อให้บริหารธุรกิจ เนื่องจากเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ คนเก่าคนแก่ก็ยังคงทำงานอยู่ในขณะที่ต้องรับคนรุ่นใหม่มาเพื่อทำงานด้วย มีหลายครั้งที่ความคิดเห็นของคนรุ่นเก่า กับคนรุ่นใหม่ไม่ตรงกัน เราแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการเห็นคุณค่าของคนที่เท่ากันกัน คุณค่าของคนเก่าคนแก่ที่อยู่มายาวและผ่านโลกมาเยอะ จะช่วยเป็นโค้ชชั้นดีที่จะฝึกคนรุ่นใหม่ไฟแรงมาทำหน้าที่แทน“การรับคนเข้ามาทำงานเราจะทยอยรับมาทีละ 2 3 คนคือค่อยๆโต และสอนให้รู้จักคุณค่าของคนเก่าแก่ว่าคนเหล่านี้มีคุณต่าสำหรับองค์กร บริษัทอื่นอาจไม่มีแบบเรา” ดร.เกษราย้ำ
ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ บอกอีกว่า ปัจจุบันผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการเข้าถืงข้อมูลมากขึ้นเลือกมากขึ้นทำให้สถานภาพของบริษัททวีความสำคัญมากขึ้น เพราะการได้รับข่าวสารส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์จากผู้ที่ทำธุรกิจจริงจัง เป็นรายใหญ่ และทำธุรกิจมานานมากกว่ารายใหม่ ๆ
“ปัจจุบันคนไทยเป็นเจ้าของบ้านร้อยละ 60 โดยบ้านแต่ละหลัง มีอัตราผู้พักอาศัย หลังคาเรือนละ 3 คน แต่ปัจจุบันจำนวนผู้อาศัยในบ้านลดลงเหลือ 2 คน เพราะมีแนวโน้มว่า บ้านแต่ละหลังจะมีผู้อาศัยเพียงคนเดียวมีมากขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ จึงมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก แต่ธุรกิจนี้ต้องอาศัยสายป่านที่ยาว” ดร.เกษรา ระบุทั้งนี้ บริษัทมีมุมมองในการทำธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งบริษัทเลือก กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลาง เพราะมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 80 ของฐานผู้มีรายได้ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ธุรกิจครอบครัวที่อบอุ่นคุณณัฐฑี จุฑาวรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสิค โกลด์  ฟิวเจอร์ จำกัด (มหาชน) บอกว่าธุรกิจของเธอเป็น ธุรกิจครอบครัวรุ่นคุณปู่ มาจากเมืองจีนเริ่มเปิดร้านทอง รุ่นพ่อขยายธุรกิจจากร้านทองเป็นบริษัท และรุ่นลูกหรือรุ่นของเธอนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะทองคำปัจจุบันได้รับการยอมรับให้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากขึ้น จากเดิมเป็นเพียงเครื่องประดับเท่านั้น และมีการเก็งกำไรราคาทองคำมากขึ้นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสิค โกลด์  ฟิวเจอร์ เล่าบอกเธอเริ่มทำงานต่อจากพ่อตอนอายุยังไม่ถึง 26 ปี ตอนนี้ก็อายุ 28 ปีแล้วด้วยความที่ยังเด็กและอ่อนประสบการณ์ก็มีล้มบ้าง แต่ลุกขึ้นเร็วอาจเพราะอายุยังน้อย และบางทีถ้าอายุมากกว่านี้อาจไม่กล้าทำอะไรหลายๆอย่าง พ่อบอกว่า การลองผิดลองถูกเป็นการเรียนรู้ คุณพ่อเองก็ให้โอกาสและไม่เคยตำหนิทุกครั้งที่ได้รับทานอาหารร่วมกันก็จะร่วมปรึกษาหารือ อภิปรายเรื่องธุรกิจภายในครอบครัวกันเป็นประจำ การทำธุรกิจต้องทำให้โต และขยับขยายทำให้ครบทั้งวงจร” คุณณัฐฑี ระบุ//////////////////////////////////////////////////// Tanpisit Lerdbamrungchai; Nation U News Cluphttps://www.facebook.com/cheepjonkhao

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เส้นทางแมวไทย สู่แมวโลก

เส้นทางแมวไทย สู่แมวโลก


เจ้าทองแดง หรือศุภลักษณ์ เป็นชื่อเรียกขานของแมวไทยพันธุ์แท้ มีสีทองแดงหรือน้ำตาลแดงเข้มตลอดตัว  แมวทองแดงมีรูปร่างขนาดกลาง สง่า น้ำหนักตัวพอประมาณ ขายาวเรียว ฝ่าเท้าอวบ ศีรษะค่อนข้างกลมกว้าง มีตาสีออกสีเหลือง หรือ สีอำพัน หนวดมีสีเหมือนลวดทองแดง แมวพันธุ์ศุภลักษณ์มีสีสันสะดุดตาและสวยงามสมกับคำว่า "ศุภลักษณ์" ที่แปลว่าลักษณะที่ดี

แมวศุภลักษณ์ เป็นแมวโบราณที่บุคคลชั้นสูงมักจะเลี้ยงกัน เพราะเชื่อว่า ผู้ใดได้ครอบครองจะร่ำรวย มีความสุข สุขภาพดี และการงานรุ่งเรื่อง

ลุงปรีชา พุคคะบุตร เจ้าของศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่าหลักฐานจากสมุดข่อยโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา บันทึกไว้ว่าแต่เดิมเรามีแมวสายพันธุ์ไทยแท้ที่เป็นแมวมงคลอยู่ 17 สายพันธุ์ ทุกวันนี้เรามีแมวพันธุ์ไทยแท้หลงเหลืออยู่เพียง 4 สายพันธุ์เท่านั้น โดยที่ 3 สายพันธุ์ ได้รับการจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกไปแล้วโดยชาวต่างชาติ

อย่างแมววิเชียรมาศ (Siamese Cat) มีสีขาวงาช้างมีแต้ม 9 จุดทั่วร่างกายคือที่จมูกครอกไปถึงปาก ที่หู ที่ขา ที่หาง และที่อวัยวะเพศ แมววิเชียรมาศถูกจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธ์แท้ของโลก โดยประเทศอังกฤษ แมวโคราช (Korat cat) มีลักษณะขนเหมือนสีดอกเลา ถูกจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกโดยประเทศ สหรัฐอเมริกา แมวโกนจา (Bombay Cat) มีสีดำตลอดตัว จดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกโดยประเทศอินเดีย กลายเป็นว่า แมวไทยไม่ได้รับการจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกโดยคนไทยเลยสักตัว จะเหลือก็แต่เพียงแมวศุภลักษณ์ ที่ยังไม่มีชาติใดนำไปจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลก ลุงปรีชาจึงมีความตั้งใจที่จดทะเบียนให้แมวศุภลักษณ์ เป็นสัตว์พันธุ์ของโลกในนามของคนไทย

ขณะที่ข้อมูลจากวิกีพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่าชาวต่างชาติได้นำแมวศุภลักษณ์ไปจดทะเบียนเป็นแมวสายพันธุ์หนึ่งของโลกไปแล้ว โดยใช้ชื่อว่า เบอร์มีส (Burmese) แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าต้นกำเนิดอยู่ที่เมืองไทย

ด้านดร.กัลยา บุญญาบุญญานุวัฒน์ นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ และหัวหน้ากลุ่มงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ กรมปศุสัตว์ กล่าวว่าเบอร์มีส กับศุภษลักษณ์ มีความแตกต่างกันโดยเบอร์มีสเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนา ไม่ใช่พันธุ์ดั่งเดิมอย่างศุภลักษณ์ ดังนั้นเราจึงสามารถจดทะเบียนให้แมวศุภลักษณ์เป็นแมวสายพันธุ์แท้ ของโลกได้อีกสายพันธุ์หนึ่ง โดยใช้ชื่อจดทะเบียนว่า “ศุภลักษณ์”

ทั้งนี้จะต้องมีใบรับรองพันธุ์ประวัติ (Certificate Pedigree) ที่บ่งบอกถึงบรรพบุรุษ (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด) ซึ่งแสดงคุณภาพของลูกแมว ที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรม ลักษณะเด่น ด้อย มาจากบรรพบุรุษมากน้อยเพียงใด ถ้ามีตั้งแต่ 3 ช่วงอายุ จนถึง 5 ช่วงอายุขึ้นไปก็จะถือว่าเป็นพันธุ์แท้

ดร.กัลยากล่าวอีกว่า ได้เจอกับคุณลุงปรีชา พุคคะบุตร  เจ้าของศูนย์อนุรักษ์แมวไทยแล้ว ทราบว่าตอนนี้คุณลุงกำลังสนใจแมวไทยพันธุ์ศุภลักษณ์ เป็นพิเศษ และได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นพันธุ์แท้ เพื่อจะยื่นเรื่องขอจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลก เราจะไปช่วยลุงปรีชาให้ได้ใบการรับรองพันธุ์ประวัติแมวศุภลักษณ์ของคุณลุง

แต่สำหรับเกษตรกร ผู้เลียงสัตว์พื้นบ้านทั่วไป ถ้ามีกรณีคล้ายลุงปรีชา เบื้องต้นอยากให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์พื้นบ้านแสดงความเป็นเจ้าของพันธุ์สัตว์ โดยการนำไปขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ที่อยู่ในท้องถิ่น หลังจากนั้นได้จะช่วยกันพัฒนาสายพันธุ์ให้เป็นพันธุ์แท้ และจดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกต่อไป
ส่วนขั้นตอนในการจดทะเบียนแมวให้เป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกนั้น ปัจจุบันสามารถยื่นเรื่องจดทะเบียนได้ที่สมาคมแมวโลก ซึ่งมีอยู่ 2 แห่งคือสมาคมแมวโลกที่ประเทศอังกฤษ และสมาคมแมวโลกที่สหรัฐอเมริกา ผู้ที่สามารถยื่นเรื่องถึงสมาคมแมวโลกได้ จะต้องเป็นสมาคมหรือชมรมแมวในแต่ละประเทศเป็นผู้ยื่นเรื่อง โดยพวกเขาจะมีหน้าที่ดูลักษณะ และทำใบรับรองพันธุ์ประวัติในแมวแต่ละรุ่น อย่างในประเทศไทยก็จะมีสมาคมสายพันธุ์แมวโคราชพิมาย และชมรมผู้นิยมแมวแห่งประเทศไทย ซึ่งขึ้นทะเบียนกับสมาคมแมวโลกที่สหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกันกรมปศุสัตว์ได้ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์พื้นเมืองเพื่อเป็นการคุ้มครองและป้องกันไม่ให้ผู้ใดนำสัตว์พื้นเมืองของไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาติ รวมทั้งป้องกันไม่ให้พันธุ์สัตว์ต่างถิ่นบางชนิดเข้ามาปะปนกับพันธุ์สัตว์พื้นเมืองของไทย อันอาจก่อให้เกิดผลกระทบซึ่งเป็นอันตรายต่อพันธุ์สัตว์พื้นเมืองของไทย

ล่าสุด ร่างพระราชบัญญัตินี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกฤษฎีกา ซึ่งตีกลับมาให้เราดูบางมาตราที่ซ้ำซ้อนกับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และอนุสัญญาไซเตส ซึ่งเราจะนำมาแก้ไขปรับปรุงและส่งกลับให้คณะกฤษฎีกาพิจารณาอีกครั้ง

“การขึ้นทะเบียนแมวศุภลักษณ์ ให้เป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกกับสมาคมแมวโลก นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์แมวไทยไม่ให้สูญหายไป และนำมาซึ่งความภาคภูมิใจว่าสายพันธุ์แมวไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีคนไทยเป็นเจ้าของในฐานะผู้จดทะเบียนแล้ว นอกยังนี้ย่อมส่งผลให้แมวศุภลักษณ์มีมูลค่าการขายที่สูงขึ้น เกษตรกรผู้เลี้ยงแมวก็จะได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ด้วย”

สอดคล้องกับนางสุนันท์ โซวประเสริฐสุข ประธานชมรมผู้นิยมแมวแห่งประเทศไทย ผู้ซึ่งมีเป้าหมายที่จะขึ้นทะเบียนสายพันธุ์แมวไทย โดยใช้ชื่อสายพันธุ์เป็นของประเทศไทยเอง ระบุว่าปัจจุบันแมวศุภลักษณ์มีราคาขายอยู่ 6,000 บาทต่อตัว หากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลก จากสมาคมแมวโลก จะทำให้มีราคาสูงขึ้นอยู่ที่ 10,000 – 30,000 บาทต่อตัว

แมวไทยเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากทั้งคนไทยเอง และชาวต่างชาติ ด้วยอุปนิสัยแมวไทยที่ฉลาด ประจบ รักบ้าน รักเจ้าของ และเหนืออื่นใด คือรักความอิสระของตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ อิสระที่จะกิน หรือจะไปไหนตามที่ใจชอบ ซึ่งถือว่าเป็นบุคลิกประจำตัวที่ทำให้แตกต่างจากแมวพันธุ์อื่น สีสันตามตัวของแมวไทย ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักรักแมวรู้สึกสุขใจยามได้มอง ไม่ว่าจะเป็น แมววิเชียรมาศ เก้าแต้ม ขาวมณี นิลรัตน์ หรือแม้แต่แมวศุภลักษณ์เองก็ตาม

ลุงปรีชาผู้กอบกู้แมวไทย

ลุงปรีชา พุคคะบุตร วัย 77 ปี ชอบแมวและเลี้ยงแมวมาตั้งเด็ก เขาได้เปิดบ้านของตนเองเป็นศูนย์อนุรักษ์แมวไทยโบราณ ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อปีพ.ศ.2544 ปัจจุบันมีแมวอยู่ 100 กว่าตัว เขามีความพยามที่จะยื่นเรื่องขอจดทะเบียนให้แมวไทยพันธุ์ศุภลักษ์ เป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกในนามของคนไทย

“ผมกำลังพยายามหาแมวไทยศุภลักษณ์ที่หลงเหลืออยู่มารวมกันให้ออกมาเป็นพันธุ์แท้มากที่สุด ตอนนี้มีชาวฝรั่งเศสมาขอซื้อศุภลักษณ์ในมูลค่าสูงถึง 7,000 ยูโร หรือประมาณ 300,000 บาท ผมก็ไม่ขาย” ลุงปรีชา กล่าว

ไม่ขายเพราะภารกิจที่จะต้องนำแมวศุภลักษณ์ จดทะเบียนเป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกยังไม่สำเร็จ ทุกวันนี้ลุงปรีชาเพราะพันธุ์แมวศุภลักษณ์มาเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว มองดูเผินๆอาจคิดว่ารุ่นที่สามนี้ มีลักษณะเป็นแมวศุภลักษณ์พันธุ์แท้แล้ว หากมองในร่มอาจไม่ชัดเจนเท่ากลางแจ้ง จะพบว่าแมวศุภลักษณ์รุ่นที่สาม ของลุงปรีชายังมีจุดเข้ม จุดอ่อนไม่เท่ากัน

การที่ลุงปรีชาจะสามารถนำแมวศุภลักษณ์นี้ ไปจดทะเบียนกับสมาคมแมวโลกได้นั้น ต้องทำให้แน่ใจเสียก่อนว่า เป็นแมวพันธุ์แท้จริงๆ วิธีการที่ลุงปรีชานำมาใช้ก็คือ การเพาะพันธุ์โดยใช้วิธีการสืบสายเลือด แต่ป้องกันสายเลือดชิด การเพาะพันธุ์แมวด้วยวิธีนี้ คือการทำให้แมวเป็นแมวพันธุ์แท้ด้วยวิธีการกระจายโครโมโซม นั่นคือจะต้องทำให้โครโมโซมแมวที่มีอยู่ 36 คู่ให้นิ่งเหลือเพียงคู่เดียวโดยต้องใช้เวลาทั้งหมด 8 ปีหรือ 4 ชั่วอายุแมวถ้าทำได้ก็จะได้ลูกแมวที่ไม่ว่าเกิดมากี่ตัว จะมีลักษณะเหมือนกันเป๊ะ
ลุงปรีชาพยายามทำให้แมวศุภลักษณ์เป็นแมวพันธุ์แท้มานานถึง 5 ปีเต็ม จึงเหลือเวลาอีกเพียง 3 ปีก็จะทำสำเร็จ แม้จะเป็นเวลาที่ไม่นานนัก แต่หนทางของลุงปรีชากลับยาวไกล เพราะมีเพียงแมวศุภลักษณ์ที่เป็นแมวพันธุ์แท้ กับตัวและหัวใจของลุงปรีชา ที่ต้องการให้โลกได้บันทึกไว้ว่า ประเทศไทยได้จดทะเบียนแมวศุภลักษณ์เป็นสัตว์พันธุ์แท้ของโลกนั้นยังไม่พอ การจดทะเบียนสัตว์พันธุ์แท้จะต้องยื่นจดในนามของสมาคม

“การจดทะเบียนเราจะต้องรวมตัวเป็นสมาคมก่อน ระเบียบในการตั้งสมาคมจะต้องมีผู้ยื่นเรื่องตั้งสมาคมไม่ต่ำกว่า 13 คน ผมชวนพวกไว้ 20 คน แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคนมาคัดค้าน เพราะไปขัดผลประโยชน์เขา ซึ่งขายแมววัด เช่นว่าเอาแมววิเชียรมาศตัวผู้ไปปล่อยในวัดให้พระเลี้ยง เช้ามาพระออกบิณฑบาต ชาวบ้านก็ใส่กับข้าวบ้าง ปลาทูบ้าง พระท่านก็เอาปลาทูคลุกข้าวให้แมวกิน มีตัวผู้ตัวเดียวไปผสมพันธุ์กับแมวทั่ววัด เมื่อลูกออกมาเป็นวิเชียรมาศ เขาก็โทรติดต่อกันเอาไปขายต่อ ส่วนผมเพาะแมวพันธุ์แท้ขายก็ไปขัดผลประโยชน์เขา” ลุงปรีชา กล่าว

ไม่ใช่เพียงเรื่องสมาคมที่ยังจัดตั้งไม่ได้ เพราะมองว่าไปขัดผลประโยชน์เท่านั้น ทุกวันนี้ลุงปรีชายังต้องควักเนื้อแบกรับภาระค่าอาหารของแมวอีกด้วย แมวที่ที่กินอาหารวันละ 2 มื้อ ตกวันละ 800 บาทที่ต้องจ่ายไปกับแมวร้อยกว่าตัว หนึ่งเดือนก็ตกประมาณ 24,000 บาท และนี่ก็คือความยากลำบากของลุงปรีชาในการหาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ลุงปรีชา บอกว่า “ถ้าผมทำเป็นธุระกิจผมเลิกไปแล้ว นี่ผมทำเพราะสนุก ผมชอบผมก็ทำ ผมมีความคิดอยู่ว่าเราเกิดมาชาติหนึ่ง เราได้ทำอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ อย่างน้อยผมก็ตอบตัวเองได้ว่าผมได้อนุรักษ์แมวไทย รักษามรดกของชาติเอาไว้ให้ลูกหลานดู”

หมายเหตุ : "ศูนย์อนุรักษ์แมวไทย" ตั้งอยู่ที่ 2/1 หมู่ 7 ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 75110 เปิดให้เข้าชมทุกวัน ในเวลา 08.00-18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-3473-3284, 0-3475-2628, 08-4003-4194

/////////////////////////////////////////////////////////// Tanpisit Lerdbamrungchai

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เมื่อโรงเรียนขนาดเล็กไม่ถูกยุบ... การสอนคละชั้นจึงเป็นทางออก? (ชมคลิป)

เมื่อโรงเรียนขนาดเล็กไม่ถูกยุบ... การสอนคละชั้นจึงเป็นทางออก? (ชมคลิป)

<<<(ชมคลิป) >>>



ตอนเช้าเสียงเจื้อยแจ้วของนักเรียนท่องสูตรคูณดังขึ้น ในขณะที่ช่วงบ่ายจะถูกแทนที่ด้วยเสียงกระทบจากกี่ทอผ้า นี่เป็นวิถีการเรียนรู้ของเด็กที่โรงเรียนผาขวางวิทยา สาขาแคววัวดำ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย มีจำนวนนักเรียนเพียง 39 คนและครูอีก 3 คน นวัตกรรมการเรียนการสอนแบบคละชั้น ที่ออกแบบโดย สพฐ.จึงถูกนำใช้เพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก และมีจำนวนเด็กน้อยของโรงเรียนแห่งนี้อย่างจริงจัง



การเรียนแบบคละชั้นของที่นี่ก็คือ ป.1 เรียนรวมกับ ป.2, ป.3 เรียนรวมกับ ป.4 และป.5 เรียนรวมกับป.6 ในชั้นเรียนจะมีการตั้งข้อตกลงในการทำงานกลุ่ม ทำงานเดี่ยว และการใช้สัญญาณเพื่อสื่อสารในการลงลึกเนื้อหาของแต่ละระดับชั้นที่ต่างกัน อาจให้งานเด็กเล็กให้ทำการบ้าน แล้วก็ผลัดมาสอนเด็กโต ดังนั้นจะมีตารางกิจกรรมที่บูรณาการทุกชั้นเรียน แบ่งเป็นเรียนภาคเช้าเน้นวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ส่วนภาคบ่ายจะเน้นให้เป็นห้องเรียนชุมชนฝึกทักษะอาชีพ โดยเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามาช่วยสอน


เลอพงศ์ พรพินินวรกิจ รักษาการแทน ผู้อำนวยการโรงเรียนผาขวางวิทยา สาขาแคววัวดำ บอกว่าเนื้อหาการเรียนการสอนในบางวิชาสามารถสอนร่วมกันได้  เช่นจำนวนนับ ในวิชาคณิตศาสตร์ แต่บางเนื้อหาก็ไม่สามารถสอนรวมกันได้เช่นนักเรียน ป.6 กำลังเรียนเรื่องสมการ ในขณะที่นักเรียนป.5 ยังเรียนไม่ถึง ก็ต้องให้นักเรียน ป.5 นั้งทำการบ้านไปก่อน เราจะไม่ให้การบ้านกับนักเรียนไปทำที่บ้าน เพราะบ้านของนักเรียนเหล่านี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ ผู้ปกครองก็ไม่สามารถสอนการบ้านได้ จึงให้ทำให้เสร็จที่โรงเรียนเสียทีเดียว

“ผมยอมรับว่าการสอนแบบคละชั้นทำให้การเดินเนื้อหาในแต่ละวิชาเป็นไปอย่างเชื่อมช้า เพราะไม่สามารถทำการสอนแบบม้วนเดียวจบเฉพาะเด็กชั้นเดียวได้ ต้องสอนรอ และผลัดกันระหว่างชั้นหนึ่งกับอีกชั้นหนึ่ง และถ้าจะให้เรียนผ่าน ครูตู้ (การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม) เด็กๆที่นี่ก็เรียนตามไม่ทันที่ครูตู้สอน นอกจากนี้ปัญหาเรื่องการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของเด็กที่นี่ก็เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะว่าเด็กๆเหล่านี้พูดไทยแค่เฉพาะตอนมาเรียนหนังสือ ในขณะที่สิ่งแวดล้อมที่บ้านของเขาพูดภาษากระเหรี่ยง เราจึงจัดกิจกรรมรักการอ่าน เพื่อแก้ไขการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ในทุกๆเช้า หลังกิจกรรมหน้าเสาธง และกิจกรรมโฮมรูมเป็นเวลา 50 นาที ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นักเรียนสามารถอ่านออกเขียนได้” เลอพงศ์ กล่าว



ชุมชนบริเวณโรงเรียนผาขวางวิทยา สาขาแคววัวดำ ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าคือกระเหรี่ยง ลาหู่ และอาข่า ทุกๆเช้าเด็กในระแวกนี้จะเดินข้ามสะพานแขวนที่คนญี่ปุ่นสร้างไว้มาโรงเรียน นักเรียนที่นี่มีฐานะยากจนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่อื่นได้ ผู้ปกครองทำอาชีพเกษรกรรมทำไร่ทำสวน ส่วนใหญ่ทิ้งลูกบุตรหลานให้ผู้สูงอายุดูแล เนื่องจากครอบครัวแตกแยก บิดามารดาเสียชีวิต หรือต้องโทษคดีค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน

“ถ้าไม่มีโรงเรียนแห่งนี้เด็กๆที่นี่ก็เสี่ยงที่จะเข้าไปพัวพันกับขบวนการยาเสพติดบริเวณชายแดน อย่างที่พ่อแม่ของเด็กหลายคนเคยประสบมา” เลอพงศ์กล่าวด้วยความกังวลใจ

นาก่อ วากู หญิงชราชาวลาหู่ไม่ทราบอายุตนเอง และไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ พูดได้แต่ภาษากระเหรี่ยง เธอเลี้ยงหลานสาวตามลำพัง โดยที่พ่อแม่ของเด็ก รับจ้างทำไร่ - รับจ้างทั่วไปเพราะไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เธอบอกว่า อยากให้หลานได้เรียนหนังสือ จะได้พูดภาษาไทยได้ และไม่ต้องโง่แบบเธอที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถออกไปทำมาค้าขาย หรือสื่อสารกับคนอื่นได้  ส่วนตัวไม่อยากให้มีการยุบโรงเรียนนี้ เพราะหลานเรียนได้ที่นี่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งค่าเทอม ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน เพราะมีให้กินฟรี และนอกจากนี้หลานก็ยังเล็กอยู่ยังไม่อยากส่งไปเรียนโรงเรียนไกลบ้าน เพราะการเดินทางที่ยากลำบาก



ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินทางไปกลับ มายังโรงเรียนที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ริมแม่น้ำกกแห่งนี้ ถ้าเริ่มนับระยะทางจาก สพป.เชียงรายเขต 1 ถึงโรงเรียนก็มีระยะไกลกว่า 35 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นทางขึ้นเขา สลับกับถนนลาดยาง และลูงรัง  ใช้เวลาเดินโดยรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที และถ้ารวมเวลาไปกลับก็ร่วม 3 ชั่วโมง

โรงเรียนที่ใกล้ที่สุดกับโรงเรียนผาขวางวิทยา สาขาแคววัวดำ ก็คือโรงเรียนผาขวางวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนแม่ของโรงเรียนสาขาที่ว่านี้ ระยะทางอยู่ห่างออกไป 12 กิโลเมตร ถนนหนทางเป็นสภาพลาดยางสลับกับทางลูกรังเช่นเดียวกัน มันจึงสะดวกกว่าที่ชาวบ้านจะเลือกให้ลูกหลานเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน และถ้ายุบโรงเรียนใกล้ ก็เป็นไปได้ว่าชาวบ้านจะไม่ส่งลูกหลานไปโรงเรียนไกลๆอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกันกับโรงเรียนบ้านป่าสักงาม ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ การเดินทางเข้ามายังโรงเรียนแห่งนี้เป็นไปด้วยความยากลำบากไม่ต่างจากโรงเรียนที่ว่ามาแล้ว เพราะตั้งอยู่บนภูเขาหลังเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต้องนั่งรถจากตัวอำเภอดอยสะเก็ดออกมาด้วยระยะทาง 8 กิโลเมตร จนถึงสันเขือนแล้วนั่งเรือต่อไปอีกฟากหนึ่งของเขื่อน ใช้เวลา 25 นาที จากนั้นนั่งรถกะบะต่อเข้ามาที่โรงเรียนแห่งนี้อีก 3 กิโลเมตร รวมระยะเวลาการเดินทางกว่า 1 ชั่วโมง

ที่นี่เปิดการเรียนการสอนในระดับป.1 – ป.6  มีจำนวนนักเรียนเพียง 9 คน ครู 2 คนและผู้อำนวยการ 1 คน ถ้าโรงเรียนบ้านป่าสักงาม ถูกยุบรวมกับโรงเรียนที่ไกลที่สุดในระแวกนี้ ก็เห็นจะเป็นคือโรงเรียนชลประทานผาแตก ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษามีจำนวนนักเรียน 455 คนและครูอีก 21 คน ถ้าเป็นเช่นนี้เด็กๆจากโรงเรียนบ้านป่าสักงาม ก็จะต้องนั่งเรือข้ามเขื่อมแล้วต่อรถไปโรงเรียนดังกล่าวอีก 5 กิโลเมตร

สุริยน สุริโยดร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าสักงาม บอกว่าที่นี่มีการเรียนการสอนแบบคละชั้น คือจัดให้ป.1 ป.2 ป.3 เรียนรวมกันและ ป.4 ป.5 ป.6 เรียนร่วมกัน จึงทำให้เรียนนี้มีเพียง 2 ห้องเรียน กับครู 2 คน
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจัดการเรียนการสอน แต่อยู่ที่ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆอย่างไฟฟ้าที่ไม่ค่อยเสถียร ติดๆดับๆ ทำให้การเรียนการสอนที่ต้องใช้เทคโนโลยีไม่สามารถทำได้ และสำหรับเรื่องจำนวนครูผู้สอนจริงอยู่ที่จำนวนครู 2 คนกับนักเรียนอีก 9 คนเป็นจำนวนที่สมดุลในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงการจัดการเรียนการสอนในแต่ละวิชา ถือว่ายังไม่เพียงพอ” สุริยน บอก

อย่างไรก็ตามทรัพยากรแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องลงทุน เพราะมีอยู่ในชุมชนอยู่แล้วเช่นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ของศูนย์การศึกษาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมากจากพระราชดำริ และการเข้ามาเป็นครูอาสาของชาวบ้านสอนการปลูกผัก และเลี้ยงไก่ไข่เป็นต้น เท่านั้นยังไม่พอชาวบ้านเองนี่แหละที่มาช่วยลงแรงสร้างเล้าไก่ให้กับโรงเรียน อย่างน้อยในช่วงที่ไข่ไก่มีราคาแพง ไข่ไก่โรงเรียนก็พอช่วยลดรายจ่ายได้บ้าง ส่วนโครงการอาหารกลางวันก็มีมูลนิธิต่างๆเข้ามาให้การสนับสนุน

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าสักงาม อธิบายถึงสาเหตุที่เด็กที่นี่ลดลงเหลือเพียง 9 คน ก็เพราะว่าผู้ปกครองย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองแล้วเอาลูกไปด้วย เนื่องจากในชุมชนไม่มีงานให้ทำ ไม่สามารถหารายได้ได้ ชาวบ้านที่เหลือคือชาวบ้านที่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ที่มีรายได้ที่ไม่แน่นอน  แต่กระนั้นในปีการศึกษาหน้าศูนย์เด็กเล็กของอบต.จะส่งเด็กมาเรียนที่นี่อีก 4 คนในขณะที่เด็กป.6 จะเรียนจบและไปเรียนต่อที่โรงเรียนชลประทานผาแตก อีก 4 คน ก็ยังคงเหลือจำนวนเด็กอยู่ 9 คนเท่าเดิม

ศรีเรือน ไทยย้อย ชาวชุมชนบ้านป่าสักงาม ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป อายุ 35 ปี ให้ความเห็นว่าการสร้างสะพานข้ามเขื่อนแม่กวงอุดมธาราในระยะทาง 4 กิโลเมตรจะทำให้อะไรอะไรในชุมชนดีขึ้น ทั้งการเดินทางไปเรียนหนังสือของเด็กที่จบป.6 แล้วต้องไปเรียนต่อมัธยมในตัวเภอ และการเดินทางไปประกอบอาชีพของชาวบ้าน

ชาวชุมชนบ้านป่าสักงาม เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านั้นชุมชนบ้านป่าสักงามเป็นชุมชนขนาดใหญ่ติดต่อกับชุมชนอื่นๆ แต่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทันที เมื่อมีการสร้างเขื่อนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชาวบ้านที่นี่ไม่ยอมให้ถูกเวนคืนที่ดิน จึงต้องจำยอมกับการถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้ แม้ที่ผ่านมาชาวบ้านได้พยายามขอร้องไปยังอำเภอและจังหวัดให้มีการสร้างสะพานข้ามเขื่อน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ

สำหรับผลการทดสอบทางการศึกษา ของนักเรียนชั้นป.6 โรงเรียนบ้านป่าสักงามเมื่อปี 2555 ที่มาผ่านมามีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอยู่ที่ร้อยละ 45.8 ซึ่งเมือเทียบกับโรงเรียนอื่นๆก็ถือว่าไม่น้อยหน้า แต่มีข้อสังเกตุว่าอาจเพราะมีเด็กที่ทำการทดสอบ และวัดค่าเพียงคนเดียวจึงทำให้ค่าไม่กระจาย และมีค่าเฉลี่ยที่ค้อนข้างสูง



พงษ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่าการติดตามคุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็กจะดูที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทุกๆปีจะมีการสอบ O-net ดังนั้นเราสามารถทราบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในแต่ละที่ได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษาในโรงเรียนนั้น

“อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาธิการ จะให้การสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ถูกยุบต่อไปเพื่อให้มีคุณภาพ อย่างแรกคือการส่งเสริมการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมจากสถานีโทรทัศน์โรงเรียนไกลกังวล และสถานีโทรทัศน์ OBEC TV (ทีวีสพฐ.) ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาชีพ เช่นการทอผ้า จักรสานเพื่อให้นักเรียนนำไปใช้ประกอบอาชีพได้ อีกทั้งส่งครูสัญจรมาช่วยสอนเสริมในวิชาที่ครูประจำโรงเรียนไม่ถนัด”  พงษ์เทพ กล่าว

ทว่าครูสัญจรก็คือครูที่ประจำในโรงเรียนต่างๆ มีภาระงานสอนเหมือนกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอธิบายว่าการบริหารจัดการที่ดี จะทำให้หลายโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนร่วมกันได้ เดิมใช้อาจใช้ครู 12 คนพอบริหารจัดการร่วมกันใช้อาจใช้ครูแค่ 5 คน ที่เหลือก็ไปช่วยสอนให้โรงเรียนขนาดเล็กได้

“เวลามองเรื่องคน เราต้องมองในภาพรวมของประเทศก่อน สมมติว่าเรามีครูอยู่ 500,000 คน ไม่ใช่ว่าเราจะขอเพิ่มเป็น 600,000 - 700,000 คนได้ เมื่อถูกจำกัดเพียง 500,000 คน ครู 500,000 คนก็ต้องสอนเด็กสมมติว่า 7,000,000 คน ความจริงวันนี้เฉลี่ยครู 1 คนต่อนักเรียน 25 คน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าครูถูกดึดไป ไปอยู่ในโรงเรียนที่ครู 5 คน นักเรียน 7 คนครูก็จะขาดแคลนในโรงเรียนอื่น”  พงษ์เทพ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะต้องส่งเสริมพัฒนาครู รวมทั้งพัฒนาแผนจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ, ส่งเสริมสื่อการเรียนการสอน เช่นแท็บเล็ตนี้ช่วยได้มาก ยุคนี้เด็กไม่ต้องเข้าห้องแล็บภาษาเหมือนแต่ก่อน เพียงแค่มีเทียบแท็บเล็ตก็สามารถเรียนรู้ภาษา สำเนียงอังกฤษได้, ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น อนุรักษ์วิถีชีวิตวัฒนธรรม เข้ามาเติมเต็ม

ส่วนเรื่องงบประมาณรายหัวนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กจะถูกเพิ่มขึ้นเป็น 500 บาท แต่เมื่อนำเงินรายหัวของนักเรียนมาคูณกับจำนวนเด็กไม่กี่คน จำนวนเงินก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี ในส่วนของภาครัฐเราก็ให้ได้ในส่วนที่ได้รับจัดสรรมาให้ แต่โดยปกติการจัดการศึกษาไม่ใช่เรื่องของรัฐอย่างเดียว เป็นเรื่องของชุมชน การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนร่วมด้วย ที่ต้องช่วยกัน

“การควบรวมโรงเรียนเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2536 เป็นเวลา 20 ปีแล้วและมีการดำเนินการมาโดยตลอด เพราะมันเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้การศึกษาดีขึ้น สมัยคุณชินวร (พรรคปชป.) ก็มีการควบรวมโรงเรียน อย่างไรก็ตามสำหรับกระแสคัดค้านการยุบโรงเรียนที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ เป็นการหยิบประเด็นของคนบางกลุ่มแล้วนำมาตีความไปต่างๆนาๆ ซึ่งตนขอยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีการตั้งเป้าจะยุบโรงเรียน เป้าหมายของเราคือจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กได้อย่างไร” พงษ์เทพ ระบุ

เจ้ากระทรวงศึกษาย้ำประเด็นที่ว่ายุบโรงเรียนแล้วจะไม่มีการเรียนการสอนนั้นไม่เป็นความจริง มีโรงเรียนหลายแห่งที่ได้รับการควบรวม หลังจากนั้นปรากฎว่าผลการเรียนการสอนดีขึ้น ครูเองก็พอใจ นักเรียนพอใจ ผู้ปกครองพอใจ เพราะผมเชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนไม่ได้สักแต่ว่าได้ไปส่งลูกไปเรียนเพียงอย่างเดียว แต่อยากได้ไปเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพด้วย

เหตุผลหลักของการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กก็เพราะไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพการศึกษาได้ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่าโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ต้องยุบรวมไปเรียนอีกโรงเรียนหนึ่งไกลๆกัน ซึ่งมีนักเรียนมากกว่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างครูกับนักเรียนให้สามารถทำการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น สำหรับชุมชนที่อยู่กลางป่า กลางเขา การยุบโรงเรียนในชุมชนนั้น อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก แต่การคิดนวัตกรรมการเรียนการสอนให้เข้ากับโรงเรียนขนาดเล็ก และมีการติดตาม ส่งเสริมอย่างไกล้ชิด ไม่เพียงแต่จะช่วยพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ชุมชนรอบโรงเรียนมีความคึกคักขึ้นมา พร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้นอีกด้วย

//////////////////////////////////////////////////////////// Tanpisit Lerdbamrungchai; The Nation

ข่าวที่เขียนลง THE NATION ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2556

สือมวลชนที่ร่วมลงพื้นที่ไปทำข่าวนี้ด้วยกัน

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

10 สิ่งที่ได้จากการฝึกงาน THE NATION

“อยู่เนชั่นมา 3 ปี แต่เพิ่งรู้ว่าของดีอยู่ที่ชั้น 31” และนี่คือ 10 สิ่งที่ได้จากการฝึกงาน THE NATION

หลังจากนี้คงจดเลคเชอร์อาจารย์เร็วขึ้น
.... เพราะทำข่าวไม่มีใครมาพูดทวนให้เราจด
หลังจากนี้คงทำการบ้านส่งก่อนเพื่อน
... เพราะต้องส่งข่าวให้ทันหนังสือพิมพ์ปิดหน้า
หลังจากนี้คงไม่มาเรียนสาย
... เพราะมันก็เหมือนออกหมายที่ต้องตรงเวลา
หลังจากนี้คงเข้าใจอะไรอะไรมากขึ้น
... เพราะพี่ๆสอนเสมอว่าต้อง Get to the point
หลังจากนี้คงฟังมากขึ้น
... เพราะการรอให้แหล่งข่าวตอบให้จบโดยไม่แทรกทำให้เรารู้ความรู้สึกที่แท้จริง
หลังจากนี้คงชั่งใจในหลายสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น
... เพราะความจริงไม่ได้มีด้านเดียว เรื่องๆเดียวคนก็พูดต่างกัน
หลังจากนี้คงมีความรอบคอบมากขึ้น
... เพราะข่าวผิดไม่ได้
หลังจากนี้คงรับผิดชอบมากขึ้น
... เพราะเราต้องแน่ใจว่าข่าวที่เราเขียนต้องไม่มีความเห็นตัวเอง
หลังจากนี้คงอ่อนน้อมมากขึ้น
... เพราะไม่มีแหล่งข่าวคนไหนตอบคำถามกับนักข่าวแข็งกระด้าง
หลังจากนี้คงโลกคงกว้างขึ้น
... เพราะมีคนมากหน้าหลายตา ที่เราได้ทำความรู้จัก แล้วรักเลย

รอติดตามบทความซีรี่ย์ ที่จะเล่าถึงการฝึกงานครั้งนี้ เร็วๆนี้ที่ OK Nation ครับ

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

15 ปี 660 ล้านรั้งแพนด้า คุ้มได้ไม่คุ้มเสีย?

15 ปี 660 ล้านรั้งแพนด้า คุ้มได้ไม่คุ้มเสีย?




มูลนิธิเพื่อนช้างตั้งคำถามคุ้มไม่คุ้มรั้ง “หลินปิง” อยู่ไทยกับการเทงบวิจัย 15 ปี 660 ล้าน แล้วช้างไทยอยู่ไหน? ด้านที่คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ เห็นผลพลอยได้จากการลงทุนโครงการวิจัยแพนด้า ต่อยอดงานวิจัยพันธุ์สัตว์ชนิดอื่น ขณะสัตวแพทย์กรมอุทยานแนะทำข้อตกลงยกระดับช้างไทยเทียบแพนด้าจีน
ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร ศูนย์วิจัยป่าไม้ ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดประเด็นในวงเสวนาวิชาการสังคมไทย ได้-เสีย อะไรจากโครงการวิจัยหมีแพนด้า ที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า กรมป่าไม้ของไทยได้หารือกับรัฐมนตรีสำนักงานป่าไม้แห่งชาติของจีน เพื่อหาข้อสรุปให้แพนด้าอยู่ที่ประเทศไทยต่อไป โดยหลังจากที่หลินปิงกลับไปหาคู่ที่ประเทศจีนในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ แล้วจะกลับมาอยู่ที่ไทยพร้อมคู่อีก 15 ปี โดยไทยจะต้องจ่ายค่าสนับสนุนแพนด้าให้กับรัฐบาลจีนปีละ 44 ล้านบาท 15 ปี 660 ล้านบาท

“พอเอาเรื่องเงินมาจับก็ดูเยอะกับสัตว์เพียงไม่กี่ตัว ทำให้สังคมบางส่วนคลางแคลงใจกับงบประมาณที่ลงทุนไปสูงเช่นนี้ ถ้ามองในเชิงสัตว์สัญลักษณ์ก็ถูกเปรียบเทียบกับช้างไทยซึ่งรับการดูแลที่ไม่เท่าเทียมกับแพนด้า ในขณะที่ถ้ามองในมุมอนุรักษ์ ก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะแพนด้าใกล้สูญพันธุ์” ผศ.ดร.ขวัญชัยกล่าว

วิจัยแพนด้าจำเป็น

รศ.ดร.นริศ ภูมิภาคพันธ์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีโครงการวิจัยแพนด้า เพราะว่าแพนด้าเป็น Flagship Species สามารถดึงดูดความสนใจของสังคมได้ และในฐานะทูตแห่งการอนุรักษ์ ก็ทำให้สนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ป่าอื่นๆไปด้วย ที่ผ่านมามีการเจียดงบประมาณจากโครงการวิจัยแพนด้ามาทำการวิจัยเพาะพันธุละมั่งในหลอดแก้ว กวางผา และสมเสร็จ

ส่วนในเชิงเศรษฐกิจ สังคมต่างสนใจเข้าชมแพนด้า สร้างการหมุ่นเวียนทางเศรษฐกิจในกับจังหวัด และสร้างรายได้ให้กับสวนสัตว์ หากมีการเปรียบเทียบรายได้ของสวนสัตว์เชียงซึ่งมีแพนด้า กับสวนสัตว์สงขลาซึ่งไม่มีแพนด้า รายได้ของสวนสัตว์เชียงใหม่ถึงว่ามีสูงกว่าหลายเท่า

“หลินปิงเกิดขึ้นท่ามกลาง ความวุ่นวายทางการเมือง เสื้อเหลือง เสื้อแดงจากการนำเสนอข่าวหลินปิงของสื่อมวลชน ทำให้คนไทยพอยิ้มได้บ้าง ผมคิดว่าแพนด้าไม่ผิดอะไร แพนด้าไม่ใช่ปัญหา แต่เราจะทำอย่างไรให้โครงการวิจัยแพนด้าไปช่วยต่อยอดงานวิจัยชิ้นอื่นๆ” รศ.ดร.นริศ บอก

เอาแต่พลพลอยได้

อย่างไรตาม ดร.สุรพล ดวงแข มูลนิธิเพื่อนช้าง เห็นแย้งว่าการรอผลพลอยได้จากงบวิจัยแพนด้า เป็นการแก้ไขปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง ในการบริหารจัดการงบวิจัยพันธุ์สัตว์ ขณะเดียวกันการทุ่มงบประมาณที่สูงมากในการจ่ายให้แพนด้าอยู่ต่อ และตามมาด้วยงบประชาสัมพันธ์อีกมหาศาลก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และเป็นที่น้อยอกน้อยใจของคนที่เห็นว่าช้างก็เป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติไทย แต่เหตุใดจึงไม่ได้รับการดูและที่เท่าเทียมเสมอกับแพนด้าซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของจีน

ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อนช้าง บอกอีกว่าเรื่องค่านิยมการโชว์สัตว์แปลกในสวนสัตว์ควรจะยกเลิกไปได้แล้ว วันนี้สวนสัตว์ต้องอนุรักษ์สัตว์ควบคูไปด้วย แม้ว่าสวนสัตว์จะหารายได้จากการโชว์สัตว์แปลกๆ แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องให้ทุนในการอนุรักษ์สัตว์อื่นๆ

“ไม่ได้อยากเกี่ยวโยงเรื่องการเมืองแต่สังเกตุดูจากจังหวัดที่มีพรรคการเมืองคอยหนุนอยู่ก็มีการสร้างสวนสัตว์ อย่างที่เชียงใหม่ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคชาติไทย และจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์” ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อนช้าง ระบุ

ยกระดับช้างไทยเทียบแพนด้าจีน

ขณะที่นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชบอกว่าสัตว์ป่าเป็นสัตว์ไรพรมแดน ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าของ ทุกประเทศในโลกต้องช่วยดูแลกันอย่างเท่าเทียม ด้วยสภาพร่างกาย และวิธีการใช้ชีวิตแบบแพนด้า ที่กิน กับ นอน ก็ทำให้เสี่ยงต่อการถูกล่า และสูญพันธุ์มากพออยู่แล้ว มนุษย์ก็พยายามหาวิธีการช่วยรักษาแพนด้าเอาไว้ เราก็เป็นหนึ่งในนั่น

อย่างไรก็ตามเรื่องช้างไทย ตนเห็นว่าก็ควรมีการยกระดับให้เท่าเทียมกับแพนด้าของจีน โดยนำโมเดลการดูแลแพนด้าของรัฐบาลจีนมาเป็นตัวอย่าง เช่นการทำระเบียบข้อตกลงโครงการความร่วมมือในการวิจัยและอนุรักษ์แพนด้า เราก็ใช้ข้อกำนดเดียวกันแต่เปลี่ยนจากแพนด้า มาเป็นช้างไทย เราต้องแสดงความเป็นเจ้าของ ช้างทุกเชือกรวมทั้งลูกช้างที่เกิดจากการตกลูก เป็นสมบัติของไทย ลูกที่เกิดจะต้องกลับประเทศไทยเมื่ออายุได้ 5 ปี และทุกชิ้นส่วนรวมทั้งผลิตผลของช้างที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ และที่ได้รับจากไทยรวมทั้งชิ้นส่วนที่ CITES ได้อธิบายไว้ เป็นสมบัติของไทย ของไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ได้

นายสัตวแพทย์ภัทรพล บอกอีกว่าสำหรับโครงการวิจัยแพนด้า ที่ผ่านมานักวิจัยไทยได้โอกาสในการศึกษาเกี่ยวกับโฮโมนของแพนด้า และคนไทยเองก็สามารถผสมเทียมแพนด้าได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความหลากหลายทางชนิดไผ่ในไทย ที่แพนด้าสามารถกินได้ ส่วนห้องแล็บที่เกิดขึ้นจากงบวิจัยแพนด้ายังสามารถใช้วิจัยเพาะพันสัตว์ชนิดอื่นได้อีก

///////////////////////////////////////////////////////

ข่าวที่เขียนลง The Nation ฉบับวันที่ 29 พฤษภาคม 2556

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไป ‘คลอดหลอด’ ตอนกลางวัน โล่งเชียว ...

ไป ‘คลอดหลอด’ ตอนกลางวัน  โล่งเชียว ...


กทม.เดินหน้าจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยคลองหลอด กำหนดหยุดขายทุกวันจันทร์ และ ขายได้เฉพาะกลางคืนกระทบ ผู้ค้ากว่า 1,000 ชีวิต ขณะที่เอ็นจีโอถามหามาตรการรองรับคนไร้บ้าน 40%


คุณปัง คลองหลอด  แกนนำพ่อค้าแม่ค้าริมคลองหลอด บอกว่าบริเวณริมคลองหลอดมีการขายสินค้า 2 ช่วงเวลา คือ กลางวันตั้งแต่ 8.00 – 15.00 น.และกลางคืนตั้งแต่ 19.00 – 03.00 น. โดยมีจำนวนผู้ค้ารวมกันประมาณ 1,000 ราย สำหรับท่าทีการอนุญาตให้มีการขายสินค้าเฉพาะเวลากลางคืนซึ่งแม้จะส่งผลกระทบต่อผู้ค้ารอบกลางวันจำนวนไม่น้อยก็เชื่อว่าจะเป็นที่ยอมรับได้

ป้าอ้อย คลองหลอด อายุ 65 ปี แม่ค้าขายน้ำอัดลม ผู้ได้รับผลกระทบจากการห้ามขายของในเวลากลางวันที่คลองหลอด กล่าวว่าต้องย้ายเวลาขายจากกลางวันมาเป็นกลางคืน แถมต้องแย่งกับคนที่เขาขายตอนกลางคืนอยู่แล้วอีกด้วย ปัจจุบันมีหลานต้องส่งเรียน ถ้าไม่มีกฎระเบียบนี้ออกมา ก็อาจขายทั้งตอนกลางวัน และกลางคืนเพื่อเพิ่มรายได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงต้องไปหาเงินกู้มาส่งหลานเรียน

นายดวง คลองหลอด อายุ 27 ปี พ่อค้าขายของมือสอง บอกว่าปกติขายของช่วงกลางคืนอยู่แล้วและเห็นด้วยกับการจัดเบียบของกทม.เพราะไม่ได้ห้ามไม่ให้ขายเลย ยังให้ขายในช่วงกลางคืนได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนก็มาเดินซื้อของช่วงกลางคืนมากกว่า

ป้านก คลองหลอด  อายุ 50 ปี แม่ค้าขายขนมหวาน บอกว่าการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยที่ระบุให้ขายได้ตอน 19.00 น. ก็ถือว่ากระทบกับรายได้ เพราะปกติตนมาตั้งร้านตอน 17.00 น. แล้วก็เริ่มขายทันที ฉะนั้นกว่าจะถึงตอน 19.00 น.ก็ทำรายได้ไปกว่า 200 บาทแล้ว

ผลกระทบคนเร่รอน

ขณะที่คุณนที สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน ผู้ทำงานช่วยเหลือคนเร่ร่อนและคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะบริเวณดังกล่าวเปิดเผยว่า ร้อยละ 40 ของพ่อค้าแม่ค้าริมคลองหลอด คือผู้ใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะ ที่มีบ้านอยู่ต่างจังหวัดและบางส่วนเป็นคนเร่ร่อนไร้ที่พักพิง ผู้อาศัยในที่สาธารณะเหล่านี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยโดนไล่จากสนามหลวง หมดหนทางทำมาหากิน แสดงให้เห็นถึงหลักคิดของกทม.ที่แก้ไขปัญหาโดยยึดเอาสถานที่เป็นที่ตั้ง และละเลยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนซึ่งอาศัยอยู่มาก่อน

คุณนทีเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบจากการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย และสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขนี้ร่วมกันกับประชาชน ที่ผ่านมากทม.จัดระเบียบอะไรอย่างไร ไม่เคยมาสอบถามเลย อย่างน้อยก็ควรมาคุย มาเจรจาหาจุดร่วมร่วมกันในการแก้ไขปัญหา

“ต้องยอมรับว่าคนเร่รอนที่ผันตัวเองมาทำอาชีพค้าขายในคลอดหลอดกว่าครึ่งมีประวัติอาชญากรรมมาก่อนทั้งนั้น และเมื่อมีการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยนี้ ซึ่งกระทบกับแนวทางทำมาหากิน เมื่อพวกเขาไม่มีอาชีพ ก็อาจจะกลับมาก่ออาชญกรรมได้อีก” คุณนที บอก

เราสังเกตุพบว่า ในช่วงบ่ายบริเวณคลอดหลอดไม่พบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ตั้งร้านขายของแต่อย่างใด พบเพียงผู้ค้าที่เข็นรถเข็น มาขายกับข้าวจึงเข้าไปสอบถาม ชื่อนางเวียงสวรรค์  แก้วสาลี อายุ 38 ปี ขณะกำลังประกอบอาหารเป็นข้าวไข่เจียวให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นคนเร่ร่อน และรถเข็นของเธอ ติดป้ายไว้ด้วยว่า บริจาค 25 บาทเอื้อเฟื้อข้าวไข่เจียวให้คนเร่รอนไร้บ้านได้ 1 จาน



คุณเวียงสวรรค์ บอกว่า ตนเป็นเคยคนเร่ร่อน มาก่อนจะทำอาชีพค้าขาย ตอนนี้เช่าบ้านอาศัยอยู่ในย่านนี้ แม้ว่าจะมีการระเบียบหาบเร่แผงลอย แต่ตนใช้รถเข็นขายของ เข็นไปเข็นมาไม่ได้ปักหลักอยู่เป็นที่ทาง เป็นทาง เวลาเทศกิจมาก็เข็นหลบออกไป ที่ต้องทำแบบนี้เพราะยังต้องการรายได้ ยิ่งช่วงนี้ลูกไกล้เปิดเทอม จึงมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องเร่งสร้างรายรับ

ขณะเดียวกันเมื่อสอบถามผู้ที่สัญจรไปมาย่านนั้น อย่างคุณธี นักศึกษา อายุ 20 ปี บอกว่าก่อนหน้านี้ทั้งคนเร่ร่อน และหาบเร่แผงลอยมีเกลื่อนเต็มพื้นที่คลอดหลอดสร้างความสกปรกมาก และ เคยได้ข่าวว่าคนเร่ร่อนแถบนี้อุจจาระ ปัสสาวะลงคลองหลอด แล้วพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ก็เอาน้ำในคลองหลอดมาล้างภาชนะต่อ ก็นับว่าสมควรให้มีการจัดระเบียบให้เรียบร้อย จะได้เป็นหน้าเป็นตาแก่ประเทศ เพราะบริเวณนั้นก็มีนักท่องเทียวเป็นจำนวนมากและอยู่ไกล้กับพระบรมมหาราชวัง

ด้านคุณปริม นักศึกษา อายุ 19 ปีบอกว่า ตอนกลางวันอากาศร้อนๆ ผู้สัญจรแถวนี้ก็ต้องการเครื่องดื่มเย็นๆ อาหารกลางวันก็ต้องทาน ให้ย้ายไปขายกลางคืนก็อันตรายต่อตัวแม่ค้าด้วย ไหนจะไปแย่งเจ้าถิ่นขาย ไหนจะเรื่องโจรผู้ร้าย ถ้าจะแก้ปัญหาที่ดีก็ควรพัฒนาปรับปรุงพื้นที่สำหรับขายของตอนกลางวันดีกว่า แบ่งเป็นช่วงเวลา จัดสัดส่วนให้ดีๆ เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าและคนขายมากกว่าอีก

กทม.เดินหน้าจักระเบียบทุกพื้นที่

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)  บอกว่าตลาดคลองหลอดเป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย มีความสกปรกอยู่มาก ดังนั้น จึงจะต้องมีการจัดระเบียบ เพื่อให้มีความสะดวกสบายแก่ประชาชน และตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป ผู้ค้าต้องเก็บอุปกรณ์ริมคลองคูเมืองเดิมออกไปให้หมด กทม.ไม่อนุญาตให้ขายสินค้าในเวลากลางวันเด็ดขาด กำหนดเวลาขายตั้งแต่ 19.00- 03.00 น. ส่วนบริเวณหน้าศาลฎีกา จะเลื่อนเวลาให้ขายได้ตั้งแต่ 20.00-03.00 น. จากเดิม 22.00-03.00 น. ส่วนผู้ค้าที่ขายช่วงกลางวัน ต้องไปขายช่วงกลางคืนทั้งหมด

“อย่างไรก็ตาม กทม.ได้หารือร่วมกับศาลฎีกา จะผ่อนปรนให้ผู้ค้าวางอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ริมรั้วและด้านหลังของศาลฎีกาได้ในระยะนี้ แต่ต่อไปต้องทยอยเก็บออกไปให้หมด เพื่อไม่ให้กีดขวางทางจราจร หากมีการฝ่าฝืน กทม.จะบังคับใช้กฎหมาย ครั้งแรกๆ จะตักเตือน แต่ถ้ามีครั้งต่อไปจะเปรียบเทียบปรับและแจ้งความดำเนินคดี” พล.ต.ต.วิชัย ระบุ

ด้าน ผศ.ดร.ผุสดี ตามไทย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้านประชาสังคม บอกว่าการแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อนในพื้นที่คลอดหลอด กทม.ได้เริ่มจากการคัดกรองตรวจสุขภาพให้ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งพบผู้มีอาการวัณโรคระยะแพร่เชื้อ 3 คน โดยกทม.จะติดตามดูแลเฝ้าระวังบุคคลกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ส่วนผู้ไร้ที่พักพิงที่สมัครใจ จะจัดให้เข้าสู่ที่พักบ้านอิ่มใจ บริเวณแยกแม้นศรี ซึ่งสามารถรองรับได้ถึง 200 คน ส่วนผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบการจากจัดระเบียบ ตนจะหารือในที่ประชุมอีกครั้ง แต่ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้กทม.จะจัดหาพื้นที่ค้าขายให้ใหม่ แต่ผู้ค้าก็มักไม่ยอมไปขายในที่ที่จัดหาไว้ให้ ตนขอยืนยันว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาของกทม.คือการเจรจา ด้วยสันติ ไม่มีการใช้กำลังแต่อย่างเด็ดขาด ก็ต้องค่อยๆคุยกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้จุดที่ยอมรับร่วมกันได้ สำหรับกรณีม็อบกลุมธรรมาธิปไตย ที่มาชุมชนอยู่บริเวณสนามหลวง กทม.ก็ได้ใช้วิธีการเจราเช่นกัน และตอนนี้ก็เริ่มมีทยอยกลับไปบ้างแล้ว

“ขอย้ำว่า กทม.ดูแลทุกชีวิตอย่าเท่าเทียมกัน ไม่มี 2 มาตรฐานแน่นอน พื้นที่บริเวณคลอดหลอดก็ต้องประเมินทั้ง 2 ด้านทั้งด้านประชาชนที่สัญจรอยู่ในบริเวณนั้น ก็ต้องเอาใจใส่ด้วยว่าเขาจะได้รับความปลอดภัยหรือไม่ พื้นที่คลองหลอด มีการก่อเหตุอาชญกรรมบ่อยครั้ง และมีทั้งคนเร่รอน และผู้ค้าของวางกันระเกะระกะ ก็จำเป็นต้องมีการจัดระเบียบโดยสันติวิธีและการเจรจา สร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชน”  ผศ.ดร.ผุสดี กล่าว

สำหรับการประกาศจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยบริเวณคลองหลอดของกทม.ครั้งนี้ นับเป็นการไล่รื้อพื้นที่บริเวณคลองหลอดครั้งแรก หลังจากเมื่อปี 2553 มีการจัดระเบียบและไล่รื้อพื้นที่บริเวณสนามหลวงเพื่อปรับปรุงทัศนียภาพ ทำให้คนเร่ร่อน ไร้บ้าน และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยกว่า 1 พันชีวิตได้รับผลกระทบ ขณะที่บางส่วนได้ย้ายมาอาศัยอยู่บริเวณริมคลองหลอดนับจากนั้น

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร จึงจะจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยในอีก 4 จุด ได้แก่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สยามสแควร์ ตลาดโบ๊เบ๊ และปากคลองตลาด โดยเบื้องต้นจะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจ พร้อมขอความร่วมมือกับผู้ค้า เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ทางเท้า และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังได้กำชับเจ้าหน้าที่เทศกิจ เข้มงวดเรื่องการค้าขายบนสะพานลอย และสกายวอล์ก รวมทั้งขอทานทุกพื้นที่โดยห้ามค้าขายอย่างเด็ดขาด ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

///////////////////////////////////////////////////////////////// Tanpisit Lerdbamrungchai; The Nation

รถโมบายของมูลนิธิอิสรชน ที่กำลังให้บริการแก่คนเร่รอนที่คลองหลอด

ผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านขวามือ คือคุณนที ผู้ขับเคลื่อนประเด็นผลกระทบของคนเร่รอน จากนโยบาย กทม.

คนเร่รอน ที่ทำอาชีพขายลูกโปง เป็นอาชีพ เพื่อหารายได้

รถเข็นขายกับข้าว ของคุณเวียงสวรรค์ที่ยังขายอยู่หลังมีนโยบายจัดระเบียบของ กทม.

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไทยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างฟุ่มเฟือย !!!

ไทยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างฟุ่มเฟือย !!!



ไทยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ สูงถึง 75,000 – 300,000 ล้านบาทต่อปี  วช.เร่งทำวิจัย เผยแพร่ความรู้ต่อประชาชน หวังลดการคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ที่ปรึกษาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย  ศาสตราจารย์ ดร.สนิท  อักษรแก้ว บอกว่ารายงานของธนาคารโลก (World Bank) ได้ประมาณว่าชุมชนต่างๆในประเทศไทยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ (ป่า แม่น้ำ ทะเล พืช สัตว์ ฯลฯ) ในแต่ละปีมีมูลค่าสูงถึง 75,000 – 300,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์ บริโภค และพึ่งพาทัรพยากรที่มีอยู่ในธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดและศักยภาพในการฟื้นตัวของทรัพยากรชีวภาพ ส่งผลกระบทต่อระบบนิเวศและแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมและสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

ดังจะเห็นได้จากการแผ้วถางป่าเพื่อใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมของชาวบ้าน บุกรุกทำลายป่าไม้ การใช้ประโยชน์จากผลผลิตจากธรรมชาติที่ไม่คุ้มค่า เช่นต้นไม้หนึ่งต้นอาจใช้ได้ทั้งใบ กิ่ง ลำต้นจนถึงราก แต่ชาวบ้านไม่รู้ตัดมาใช้แต่ใบอย่างเดียว  และพืชบางชนิดหายากใกล้สูญพันธุ์แล้ว ชาวบ้านไม่รู้ก็ถอน ตัดมาบริโภค

อาจารย์สนิท ย้ำว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศที่จะต้องเร่งหยุดยั้งและวางแนวทางที่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพที่มีอยู่อย่างประหยัด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประเทศไทยสามารถธำรงรักษาขุมทรัพย์อันทรงคุณค่ามหาศาลจากความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน

วช.เร่งทำวิจัย

ดร.สนิท  อักษรแก้ว  บอกอีกว่าสำหรับยุทธศาสตร์การวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ.2556 – 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นี้จะมุ่งเน้นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ รวบรวมข้อมูลพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่หายาก ส่งเสริมให้มีกฎหมาย ระเบียบ เครื่องมือและกลไกเพื่ออนุรักษ์และลดการคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถนะของระบบนิเวศในการรองรับภัยคุกคาม และการเพิ่มพูนความยืดหยุ่น ความคงทนของระบบนิเวศ รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษ และวิจัยถึงผลดีผลเสียของการนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น อีกด้วย

ด้านศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ บอกว่าประเทศไทยมีความมั่งคั่งของทรัพยากรพันธุกรรมและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความยั่งยืนโดยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการบริหารจีดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล และสอดคล้องกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมดั่งเดิม รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมท้องถิ่น และพืชพื้นบ้าน

“ปัจจัยแห่งความสำเร็จของยุทธศาสตร์การวิจัยคือรัฐบาล ต้องจัดงบประมาณเพื่อการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเพียงพอ ทุกภาคส่วนควรให้ความร่วมมือ และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และนำผลไปสู่การปฏิบัติจริง และหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องมีการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลอย่างจริงจัง” ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพร ระบุ

นักวิชาการต้องพูดให้รู้เรื่อง

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์  ผู้เชี่ยวชาญวิจัย ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  บอกว่าหลังงานวิจัยนี้เสร็จสิ้น หน่วยงานราชการท้องถิ่นก็ควรนำงานวิจัยไปเผยแพร่ ให้ความรู้กับชาวบ้าน และนอกจากนี้ตนเสนอให้มีการโพสต์ข้อมูลวิจัยเหล่านี้ลงเฟซบุ๊ค โดยมีคำอธิบายที่เข้าใจง่าย ประกอบกับอินโฟกราฟฟิก ประชาชนจะได้เข้าถึงข้อมูลและเข้าใจมากขึ้น ที่ผ่านมาสังคมมักมอกว่านักวิชาการ นักวิจัย คุยไม่รู้เรื่อง ถ่ายทอดไม่เป็น เราเองต้องก็ปรับตัวในจุดนี้

ผู้เชี่ยวชาญวิจัย ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  กล่าวเสริมยุทธศาสตร์ในงานวิจัยว่า ส่วนที่ให้ส่งเสริมกฏหมายในการลดการการคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพว่า ควรมีการประเมินผลกระทบจากการใช้กฎหมายด้วย เพราะที่ผ่านมามีกรณีชาวบ้านที่โดนคดีโลกร้อน และคิดค่าปรับในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ และอื่นๆ อีกนับแสนบาท ขณะที่นายทุนและผู้ประกอบการไม่โดนคดีนี้ แต่กลับเป็นชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับป่ามาอย่างยาวนานเสียเอง นักวิจัยจะต้องมีส่วนร่วมในการตีความกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้ละเอียดและ  เป็นธรรม เพราะเราย่อมรู้ดีกว่านักนิติศาสตร์ในเรื่องนี้

“ ชาวบ้านหลายชุมชนฉลาดในการสร้างกลไกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างเช่นการบวชป่า การกำหนดเขตพื้นที่ตายายไว้เป็นพื้นที่สงวน และการสร้างกติกาป่าชุมชน และจะดีมากถ้าชาวบ้านมีความรู้ทางกฏหมายในการลดการคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเสริมให้กลไกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนที่มีอยู่เดิม แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ดร.อาภารัตน์ ระบุ

///////////////////////////////////////////////////// Tanpisit Lerdbamrungchai; The Nation