วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ฟังเสียงแรงงานข้ามชาติ: ความหวัง ความฝัน ความเท่าเทียม

ฟังเสียงแรงงานข้ามชาติ: ความหวัง ความฝัน ความเท่าเทียม

ประเทศไทย กลายเป็นจุดหมายแห่งความหวังของแรงงานเพื่อน ทั้งลาว กัมพูชา และพม่า ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ปัจจุบันมีแรงงานเพื่อนบ้านที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยและทำงานอยู่ในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายถึง 2 ล้านคน เราอยากรู้ว่าอะไรทำพวกเขาเดินทางมาทำงานที่นี่ คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ เราจึงไปพบกับพวกเขาในที่ที่ คนเมืองอย่างเรามองข้าม (ชมคลิป)



โครงการก่อสร้างทาวน์โฮมริมถนนบางนา-ตราด กม.4.5 แห่งนี้ ถูกสร้างด้วยแรงงานชาวกัมพูชาเกือบทั้งหมด ที่นี่เราพบกับ “ชัย” เป็นหนึ่งในแรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานอยู่ที่นี่ เขาอยู่เมืองไทยมา 3 ปีแล้ว ชัยบอกว่าเคยโดนโกงค่าแรงตั่งแต่วันแรกที่มาทำงาน จนถึงวันนี้ก็ยังโดนอยู่ ตนไม่มีทางสู้ จึงจำยอม เขาทำได้แค่ย้ายไปทำงานในที่ใหม่ แต่หากเงินออกไม่ตรงเวลาหรือโดนโกงอีกก็ต้องย้ายไปเรื่อยๆ

“ผมตัดสินใจเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพราะที่ประเทศของผมไม่ค่อยมีงานทำ ถ้ามีเงินเดือนก็น้อย บางทีเงินก็ได้ไม่ชัวร์ มาอยู่ที่นี่มีงานทำ เงินก็ได้มากกว่า ถ้าผมเลือกที่จะเป็นคนไทยได้ ผมอยากเป็นคนไทยครับ” แรงงานชาวกัมพูชาบอก

เช่นเดียวกับแรงงานชาวพม่าคนนี้ ทำงานเป็นลูกจ้างที่ร้านข้าวมันไก่ สี่แยกบางนา โซหล่าปอทำงานอยู่ที่นี่มา 5 ปีแล้ว เขาบอกว่าที่พม่าไม่มีงาน ไม่มีเงิน  จึงตัดสิรใจเข้ามาทำงานที่เมืองไทยตั้งแต่อายุ17 ปี และได้กลับบ้าน 2 หรือ 3 ปีครั้งเท่านั้น

อุปสรรคสำคัญของการเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติของโซหล่าปอ คือการพูดภาษาไทย แรกๆเขาพูดภาษาไทยไม่ได้ แต่เจ้าของร้านเป็นคนสอนให้ เขาใช้เวลาเพียง 1 ปีก็สามารถพูดและฟังภาษาไทยได้

“ตอนแรกจะทำงานโรงงาน แต่พอมาเจอป้า (เจ้าของร้านข้าวมันไก่) เลยขอทำงานที่นี่ เพราะเจ้าของ้รานไม่มีใครช่วย อยู่ประเทศไทยสบายไม่ลำบาก ช่วงแรกๆคิดถึงบ้านแต่อยู่นานๆไปแล้วก็ไม่คิดถึง” ชายชาวพม่าบอก


ที่บ้านหลังใหญ่ ย่านเกษรนวมินทร์ เราได้พบกับพี่หวาน เธอเป็นแม่บ้านชาวลาวที่ทำงานอยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 12 ปี กว่าเธอจะมาเจอนายจ้างที่จ่ายเงินครบตรงเวลาอย่างเจ้าของบ้านหลังนี้ เธอบอกว่าเคยโดนโกงค่าแรงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แรงงานหญิงชาวลาวคนนี้ยอมรับว่าทำงานที่เมืองไทยดีกว่าเพราะได้เงินเยอะและชีวิตความเป็นอยู่ของเธอก็ดีว่าอยู่ที่โน้น เงินที่เธอได้มานั้นเธอจะส่งกลับบ้านทุก 2-3 เดือนครั้ง  ครั้งละ 10,000 บาท เงินจำนวนนี้มากพอที่จะทำให้พ่อแม่ของเธอ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  เธอบอกอีกว่าคนไทยใจดี เธอทำงานกับเจ้านายคนนี้ก็เหมือนอยู่กับแม่คนหนึ่ง

“คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้านบ้างบางครั้ง แต่ก็มีโอกาสได้กลับช่วงสงกรานต์ แต่ถ้าให้กลับไปเลยคงไม่กลับเพราะอยู่ที่โน้นรายได้ไม่ดีมาก” หญิงชาวลาวกล่าว

ศักดิ์ณรงค์ พยงศักดิ์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน สัญชาติไทย เชื้อชาติพม่าคนนี้ บอกว่าแรงงานไทยได้รับสิทธิอย่างไร แรงงานต่างด้าวก็ควรได้สิทธิที่เท่าเทียมเช่นกัน ทั้งสิทธิทางการศึกษาของลูกหลานแรงงาน และสิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นต้น แต่ปัญหาของแรงงานต่างด้าวที่ได้รับแจ้งส่วนใหญ่คือการโดนโกงค่าแรง

“กฏหมายที่ออกมาค่าแรงขั้นต่ำตอนนี้ 300 บาท บางที่ยังให้ไม่ถึง 300 บาทเลยด้วยซ้ำ นายจ้างบางคนบอกว่าค่าแรงขั้นต่ำตั้ง 300 บาท แค่นี้พวกคนงานก็สบายแล้ว  แต่หารู้ไม่ว่า 300 บาทนั้นพวกเขาแทบจะไม่พอใช้ ต่างจากเมื่อก่อนค่าแรงแค่ 150-200 บาทพวกเขาอยู่ได้เพราะโอทีมันเยอะแต่พอขึ้นค่าแรง 300 บาทไม่มีโอที พวกเขาก็ลำบาก แต่พอพวกเขาเรียกร้องก็ขู่เข็น แรงงานเหล่านี้แค่โดนขู่ก็กลัวแล้ว” ศักดิ์ณรงค์กล่าว


แม้ว่าการโกงค่าแรงจะผิดกฎหมาย และแม้ว่าลูกจ้าง ที่เป็นแรงงานต่างด้าวจะมีสิทธิแจ้งความดำเนินคดี  แต่พวกเขาก็จำยอม เพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง และนี่ก็คือวิถีชีวิตจริงของแรงงานต่างด้าว ในประเทศไทย


///////////////////////////////  ธัญพิสิษฐ์


Migrant workers find heaven and hope in Thailand

WHILE THAI WORKERS are expected to voice grievances over low pay against the rising cost of living today, many migrant workers continue struggling to make ends meet with little complaint. For these workers from Cambodia, Myanmar and Laos, Thailand is a still a good place to work.
"Poverty brought me here," said Chai, 27, who left Cambodia three years ago. "I have children and a wife to take care of. I want to save up so my children get good education and a better life."

Chai, who works at a construction site on Bang Na-Trat Road, explained that there were few jobs available in Cambodia and most of them paid very little, compared with Thailand, where there are plenty of well-paid jobs.

"I want to be a Thai national," he said, adding that the minimum daily wage in Cambodia was Bt100, compared with Bt300 in Thailand.

But it is not all sunshine and rainbows working here. Chai said he was cheated on his very first day and is sometimes not paid for work done. But he said he had no choice, and when he is not paid as promised, he moves on.

Chai is one of the 2.2 million migrant workers in Thailand.

Solah Por, 24, moved from Myanmar five years ago and now works at a restaurant on Bang Na-Trat. He says he overcame the language barrier thanks to his kind employer who taught him Thai, and in a year he was almost fluent. When he was 17, his parents told him to come to Thailand for a job because there were no opportunities in Myanmar. Over the past five years, he has only returned home twice.

"I was looking for a factory job, when I met Auntie [his employer] and she hired me. Life in Thailand is comfortable. At first I missed home, but now I don't," he added.

Saknarong Payungsak, a representative of a Myanmar workers' organisation in Thailand, said migrant workers were cheated often and many were paid less than the Bt300 legal minimum daily wage. Initially, when the minimum wage was Bt150-Bt200, many workers earned extra from overtime. Now, however, overtime work has dried up and they can barely make ends meet.

"Yet if they complain, they face threats, which terrifies them," he said.

Raks Thai Foundation official Wanna Butseng, who oversees migrant workers in the east coastal area, namely Trat and Chanthaburi provinces, said there were some 50,000 migrant workers in the area, mostly Cambodians from Koh Kong and Mon people from Myanmar. However, only about 10,000 of them hold legal documents, she said.

Most of these workers are in the fishery and farming sectors, and their most common problems are drug abuse, alcoholism and fist-fighting.

"If these workers have kind employers, they are happy, but if there is any problem, they can just cross the border and go home," she said.

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

yyy

ชาวบ้านไม่เชื่อ กทพ. ถอยสร้างทางด่วนผ่านตลาดบางพระจริงๆ

หลังจากมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง โครงการทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยา เพื่อแก้ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ก็มีการออกมาคัดค้าน โดยชาวชุมชนตลาดบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื่องจากกังวลว่าโครงการดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และประเพณีดั้งเดิมอย่างประเพณีแห่องค์พญายม (ชมคลิป)

          







ไม่วางใจการทางพิเศษถอยโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยาจะไม่ผ่านบางพระจริงๆ

ไม่วางใจการทางพิเศษถอยโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยาจะไม่ผ่านบางพระจริงๆ

หลังจากมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง โครงการทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยา เพื่อแก้ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ก็มีการออกมาคัดค้าน โดยชาวชุมชนตลาดบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื่องจากกังวลว่าโครงการดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และประเพณีดั้งเดิมอย่างประเพณีแห่องค์พญายม (ชมคลิป)


องค์พญายมที่ลอยอยู่กลางทะเล ถูกลอยออกไปไกลตามความเชื่อของชาวบางพระ พวกเขาเชื่อว่าองค์พญายมจะนำสิ่งชั่วร้ายต่างๆออกไปจากชุมชน นี่เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมากว่า 80 ปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของคนที่นี่

ที่ตลาดบางพระ ผมได้พบกับ ป้าซิ้ม หญิงวัย 72 ปี เธอเปิดร้านขายยาแผนปัจจุบันอยู่ที่นี่มา 30 ปีแล้ว ป้าซิ้มกำลังนั่งมองขบวนแห่พญายมที่เคลื่อนผ่านหน้าบ้าน ด้วยความเศร้า เธอบอกว่าวิถีชีวิต และประเพณีที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก อาจหายไปหากเกิดโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยา เพราะต้องมีการเวนคืนพื้นที่บางส่วนของชุมชน


“ความเจริญเข้ามามันเจริญแบบนี้ก็ไม่ไหวนะสิ มันมีทางด่วนเข้ามา แล้วการทำกินล่ะ ประเพณีก็หายไป” สุภาภร วัฒกวณิชย์ (ป้าซิ้ม) ชาวชุมชนตลาดบางพระ จังหวัดชลบุรี

โครงการทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยาเป็นการต่อขยายทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) จากเดิมสิ้นสุดที่แยกทางเลี่ยงเมืองชลบุรี ก็จะขยายออกไปจนถึงพัทยาใต้ มีขนาด 6 ช่องจราจร รวมระยะทางต่อขยาย 57 กิโลเมตร เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว

มีการศึกษาเส้นทางทั้งหมด 7 เส้นทาง และทางที่เหมาะสมคือต้องผ่านชุมชนบางพระ


ที่ผ่านมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกไม่มีผู้คัดค้าน แต่ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีผู้คัดค้านโครงการฯ จำนวนมาก

“เริ่มต้นมาก็ไม่มีความจริงใจมาตั้งแต่แรก ทำประชาพิจารณ์ครั้งแรกชาวบ้านไม่รู้เรื่องเลย” ประสพสุข เจริญแพทย์ แกนนำชาวบ้านคัดค้านทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยา กล่าว


ผมในฐานะนักข่าวไทยพีบีเอสสอบถามความชัดเจนเรื่องนี้กับผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้รับคำตอบว่าโครงการฯ อยู่ในระหว่างศึกษาความเหมาะสม ยังไม่สามารถระบุได้ตอนนี้ว่าจะสร้างผ่านชุมชนตลาดบางพระหรือไม่

“ทุกคนไม่อยากให้กระทบวิถีชีวิตของใครเลย แต่ด้วยเหตุ ด้วยผล มันก็ต้องนึกถึงประโยชน์ส่วนรวม เราก็ต้องยอม” อัยยณัฐ ถิ่นอภัย ผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กล่าว



เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวบ้านบางพระ จึงยังวางใจไม่ได้ พวกเขายังคงรวมตัวคัดค้านโครงการนี้ต่อไป ขณะที่ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ไม่เห็นความจำเป็นในการสร้างทางพิเศษดังกล่าวเพราะจะกระทบกับวิถีชุมชนเป็นจำนวนมาก

“คำถามคือความเป็นของใคร ตอนนี้ที่เป็นปัญหาคือการจราจรติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อของบริเวณแหลมฉบัง จริงๆบริเวณนั้นเป็นเรื่องของการจัดการจราจรที่ค่อนข้างแย่ ถ้ามีการจัดการที่ดี ผมไม่เห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับโครงการบูรพาวิถีเลย” ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ม.ศิลปากร กล่าว


การรับฟังความเห็นจากชาวบ้านครั้งที่ 3 จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากนั้นการทางพิเศษฯ จะนำสรุปผลการศึกษา และรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ได้ มาพิจารณาว่าโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี-พัทยา เหมาะสมที่จะก่อสร้างต่อไปหรือไม่

Tanpisit Lerdbamrungchai // ThaiPBS

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

“ย้ายสุสานจีนวัดพนัญเชิง” อ้างความเจริญ บนความขัดแย้ง !

“ย้ายสุสานจีนวัดพนัญเชิง” อ้างความเจริญ บนความขัดแย้ง !

(NOTE:- ต้องแจ้งคุณผู้อ่านทุกท่านก่อนครับว่าตอนนี้ ผม “ทัศน์ เนชั่น” ขอไปทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวกลายเป็น “ทัศน์ ไทยพีบีเอส” เป็นเวลา 3 เดือนนะครับ แล้วจะกลับมาสู่อ้อมอกอันอบอุ่นของเครือเนชั่นอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนผมก็ยังทำหน้าที่นักข่าวตัวน้อยเหมือนอย่างเคยครับ)

ตรงข้ามวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  มีสุสาน 20 ไร่ เป็นที่ฝังศพบรรพบุรุษชาวจีนกว่า 1,600 หลุม แต่ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ศพทั้งหมดจะต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่ เพราะทางวัดมีโครงการที่จะพัฒนาที่ดินผืนดังกล่าวเป็นลานจอดรถโดยอ้างว่าเพื่อรับประชาคมอาเซียน และสร้างอาคารปฏิบัติธรรม  ลูกหลานชาวจีนจึงรวมตัวกันคัดค้านเพราะมีความเชื่อว่า การขุดศพบรรพบุรุษขึ้นมาจากหลุมจะส่งผลร้ายต่อลูกหลานในตระกูล  ผมไปสอบถามเหตุผลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มลูกหลานชาวจีน ในวันที่ 5 เมษายนที่ผ่าม ซึ่งเป็นวันเช็งเม้ง (ชมคลิป)

ThaiPBS Video - ชาวไทยเชื้อสายจีนคัดค้านย้ายสุสานบรรพบุรุษ



ร่างไร้วิญญาณกว่า  1,600 ศพ  นอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานวัดพนัญเชิง สุสานที่บรรพบุรุษชาวจีนและอดีตเจ้าอาวาสได้ร่วมกันสร้างเพื่อเป็นสาธารณะกุศลเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ร่างของเหล่ากงเหล่าม่า ของครอบครัวสุนทรหิรัญเลิศ และครอบครัวลัญน์ตระกูล ถูกฝังไว้ที่นี่ตั้งแต่ที่ดินผืนนี้ถูกสร้างเป็นสุสาน ลูกหลานที่แยกย้ายกันไปทำงานในที่ต่างๆ จะกลับมารวมตัวกันที่นี่ทุกปีเพื่อแสดงความกตัญญูในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง แต่ประเพณีที่ทำกันทุกปีมาโดยตลอดนี้ กำลังถูกสั่นคลอนหลังจากที่ ...มีข่าวว่าวัดพนัญเชิงจะไล่รื้อสุสานออก

ประทีป ธนเพทาย หรือเจ็กเส็ง เป็นผู้ที่มีความรู้ด้านศาสตร์ฮวงจุ่ย เขากังวลว่าการรื้อสุสาน จะเป็นการลบหลู่บรรพชน และ อาจนำสิ่งไม่ดีมาสู่ลูกหลานในครอบครัว

ทั้งนี้วัดพนัญเชิง ให้เหตุผลของการย้ายสุสานว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำ  และมีน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี  จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาเป็นลานจอดรถ อาคารปฏิบัติธรรม และตึกอาพาธสงฆ์
ทุกวันนี้ทายาทที่มีหลุมสุสานอยู่ในสุสานสาธารณะวัดพนัญเชิงจะต้องจ่ายค่าดูแลสุสานให้แก่มูลนิธิวัดพนัญเชิงถึง 2,500 บาทต่อปี ดังนั้นหากสุสานนี้มีจำนวนหลุมสุสาน 1,600 หลุม ก็เท่ากับว่าในหนึ่งปีจะมีเงินหมุ่นเวียนภายในมูลนิธิถึง 4 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมผู้ที่ต้องการซื้อหลุมใหม่ในราคาหลุมละ 250,000 บาท



เมื่อย้อนดูสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดวัดพนัญเชิงจึงตัดสินใจรื้อสุสานแห่งนี้ก็จะพบว่าเมื่อปี 2543 วัดต้องการให้กรรมการของมูลนิธิวัดพนัญเชิง มีตัวแทนจากทางวัดและข้าราชการบำนาญรวมอยู่ด้วย และถ้ามีการล้มเลิกมูลนิธิ  ทรัพย์สินของมูลนิธิต้องตกเป็นของวัด แต่ว่ามูลนิธิไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าวเมื่อปี 2545 วัดจึงมีหนังสือแจ้งมูลนิธิไม่ให้ใช้ที่ดินของวัดเป็นที่ตั้งของสุสาน จนนำมาซึ่งเดดไลน์ที่วัดจะทำการรื้อสุสานในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ล่าสุดทางวัดพนัญเชิงมีข้อเสนอจ่ายเงินชดเชยให้กับทายาทรายละ 3 หมื่นบาท พร้อมทำพิธีกรรมตามประเพณีหากยินยอมย้ายศพออกจากสุสาน  พร้อมจัดเตรียมสถานที่เก็บอัฐิในวัดให้ด้วย  แต่สำหรับฝ่ายลูกหลานชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงยืนยันที่จะใช้สุสานเดิมต่อไป  และมีการนัดหมายที่จะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 5 เมษายน ซึ่งป็นวันเช็งเม้ง เพื่อร่วมกันคัดค้านการรื้อสุสานบรรพบุรุษแห่งนี้

ใครถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินสุสานวัดพนัญเชิง

สมาน ศิริพฤกษ์พงศ์ ประธานกลุ่มลูกหลานชาวจีนคัดค้านรื้อสุสานวัดพนัญเชิง พาเราไปดูป้ายหินอ่อนที่จารึกประวัติการสร้างสุสานสาธารณะแห่งนี้ พวกเขากำลังจะใช้เป็นหลักฐานในการอ้างสิทธิใช้ที่ดินแปลงนี้เป็นสุสานสาธารณะต่อไป หลังจากที่วัดพนัญเชิงจะรื้อสุสานออก
เนื้อหาในป้ายหินอ่อนนี้ระบุชัดเจนว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิงองค์ก่อน พระโบราณคณิศร พร้อมกับพนักงานศาสนจังหวัด ขุนศารทประภาศึกษากร และรัฐมนตรีกระทรวงธรรมการในสมัยนั้น นายวิโรจน์ กมลพันธ์ ตกลงร่วมกันว่าจะใช้ที่ดินของวัดแปลงนี้เพื่อเป็นสุสานสาธารณะกุศลแก่ลูกหลานชาวจีน (ชมคลิป)



เดิมที... ที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าของวัดขอมซึ่งมีสถานะเป็นวัดร้างในสมัยอดีต ก่อนจะมีการยกที่ดินผืนนี้ให้กับวัดพนัญเชิงฯ และเริ่มสร้างสุสานชาวจีนเมื่อปี 2495 หรือ 62 ปีก่อน

อีกด้านหนึ่งวัดพนัญเชิงก็มีหลักฐานอ้างกรรมสิทธิในที่ดินสุสานสาธารณะด้วยเช่นกัน นี่เป็นแผนที่รังวัด ที่ทางวัดพนัญเชิงได้ลงพื้นที่สำรวจ เส้นทึบๆที่เห็นอยู่นี้เป็นพื้นที่ของสุสานสาธารณะ ที่ผนวกอยู่กับพื้นที่ของวัด หมายความว่าในทางกฎหมายวัดมีกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินในสุสานแห่งนี้



ขณะที่นายวินัย อัศวราชัน ประธานมูลนิธิวัดพนัญเชิงก็มีโฉนดที่ดินของสุสานนี้ด้วยเหมือนกัน แต่มีเพียง 7 ไร่ ดังนั้นวัดจะอ้างกรรมสิทธิในที่ดินสุสานทั้งหมดไม่ได้

ในระหว่างที่วัดกับมูลนิธิกำลังขัดแย้งกันอยู่ ดูเหมือนคนที่ได้รับผลกระทบก็คือ “กลุ่มลูกหลานชาวจีน” ที่มีร่างของบรรพบุรุษฝังอยู่

ผมไปคุยกับนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมสิทธิมุนษยชน เขาบอกว่ากรณีที่เกิดขึ้นชาวบ้านสามารถอ้างสิทธิชุมชนที่มีอยู่รัฐธรรมนูญมาตรา 66 และ 7 โดยกฎหมายได้ให้ความคุ้มครองเรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานของชุมนุมไว้ด้วย



ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชน บอกอีกว่าถ้าชาวบ้านจะร้องเรียนปัญหานี้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ยินดีรับเรื่อง โดยให้ทางกลุ่มลูกหลานชาวจีนคัดค้านการรื้อสุสานวัดพนัญเชิงร้องเรียนเข้ามายังสำนักงานโดยตรง จะถือเป็นการใช้กลไกขององค์กรอิสระเข้าไปตรวจสอบและเป็นตัวกลางหาข้อยุติ

เมื่อความเจริญรุกคืบเข้ามาก็ย่อมสั่นคลอนวิถีชีวิตดั่งเดิมของชาวบ้าน  แต่ในกรณีนี้ “ความเจริญ” ก็ถูกอ้างเพื่อสร้าง “ความขัดแย้ง” ให้เกิดขึ้น

เรื่องราวปัญหาไล่รื้อสุสานที่วัดพนัญเชิงนับเป็นเพียงหนึ่งในร้อยปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยอยู่ในเวลานี้

Tanpisit Lerdbamrungchai ::  Thai  PBS  ///////////////////////////


วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

สื่อความความหวังของความปรองดอง? :: บทบก.หน้าหนึ่งนสพ.ม.เนชั่น

สื่อความความหวังของความปรองดอง?

บทบรรณาธิการหน้า 1 หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ N JOURNAL ฉบับที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2556 


"ท่ามกลางปัญหาการเมืองที่พัฒนามาสู่ความขัดแย้งอย่างเร้าราวลึกในประเทศไทยที่ได้ดำเนินมากว่า 10 ปี เราต่างก็รู้กันดีว่าคนที่เสียประโยชน์มากที่สุดก็คือประชาชน และประเทศชาติ ที่ผ่านมาเชื้อของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากสื่อมวลชน

การต่อสู้ทางการเมืองที่มีมาอย่างยาวนานทำให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับมวลชนของตนด้วยการตั้งสถานีโทรทัศน์เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับตัวเองนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งยิ่งเร้าลึกมากขึ้น นอกจากทีวีการเมืองแล้ว เราสามารถจำแนกสื่อที่มีแนวโน้มว่าจะสร้างความขัดแย้งได้ดังต่อไปนี้

1. สื่อของรัฐบาลที่มักออกมาแก้ต่างให้กับรัฐบาล กลายเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่สร้างความน่าเชื่อถือแก่ข่าวสารของฝ่ายตนและไม่เสนอข้อมูลของอีกฝ่าย

2. สื่อเอกชนที่มีอคติต่อฝ่ายตรงข้าม เพราะเคยเสียประโยชน์มาก่อน ก็มีการเลือกข้างที่ชัดเจนและมีการแสดงความคิดเห็นที่มีอคติต่ออีกฝ่ายอย่างโจ่งแจ้ง และ 3. สื่อเอกชนที่มีนายทุนเป็นนักการเมืองรายงานข่าวแบบมีวาระซ้อนเร้น ไม่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายการเมืองฝั่งตน

ที่น่ากลัวก็คือว่าสื่อเหล่านี้ล้วนมีภาพลักษณ์ของความเป็นสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ พวกเขาต่างนำความน่าเชื่อนั้นมาสร้างวาทกรรม สร้างความชอบธรรม และสร้างความเชื่อในฝ่ายตนอย่างสุดโต่ง เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

เมื่อทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นเราหวังว่าช่องข่าวทั้ง 7 ช่องจะตระหนักในเรื่องนี้และมีแนวทางในการรายงานข่าวที่เป็นกลางอย่างเป็นรูปธรรม อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด 7 ช่อง แต่ช่องข่าวที่เป็นผู้เล่นรายใหม่และไม่มีปูมหลังทางการเมืองมาก่อน เมื่อมาทำช่องข่าว เราคาดหวังว่าท่านเหล่านั้นจะรายงานข่าวได้ดีเป็นพิเศษ และแน่นนอนเมื่อท่านทำดี สิ่งที่ท่านจะได้รับก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน

เรามีความหวัง และความหวังสุดท้ายของเราก็อยู่ที่ตัวเราเอง อยู่ที่ตัวนักศึกษานิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ที่กำลังจะจบและจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่สื่อสารมวลชน เราหวังว่าถ้าวันหนึ่งพวกเราโตขึ้น และอยู่ในฐานะที่สามารถกำหนดวาระข่าวสาร หรือบริหารพื้นที่ในสื่อใดสื่อหนึ่งได้ เราจะช่วยกันทำข่าวในแนวทางที่ดีงาม ไม่สร้างความขัดแย้ง และเดินหน้าตรวจสอบทุกฝ่าย นำเสนอทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค แล้วให้คนดูเป็นผู้ตัดสิน"

ท่านสามารถอ่านในรูปแบบหนังสือพิมพ์อิเล็คโทรนิค (E-Newspaper) ได้ที่นี่

มุมคิดมุมข่าวกับธนานุช “นางเอกหนังแผ่นแห่งเนชั่น”

(Section: สัมภาษณ์พิเศษ / นสพ.ฝึกปฏิบัติ N JOURNAL ฉบับ 2 ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556)


มุมคิดมุมข่าวกับธนานุช “นางเอกหนังแผ่นแห่งเนชั่น”

ธนานุช สงวนศักดิ์ เป็นบรรณาธิการสารคดีเชิงข่าว แห่งสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี เธอคร่ำหวอดในวงการสารคดีมาไม่น้อยกว่า 20 ปี ปัจจุบันเธอทำงานไปด้วยและเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ไปด้วย 
ธนานุชเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการข่าวโทรทัศน์เมืองไทยหลังจากที่รายการจุดชนวนความคิดที่มีเธอเป็นโปรดิวเซอร์ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. เมื่อปี 2546 ก่อนจะหลุดผังแล้วกลับคืนจอที่ช่องเนชั่น
ด้วยชิ้นงานและลักษณะการเล่าเรื่องในสารคดีที่มีความแตกต่างทำให้รายการของเธอคว้ารางวัลมาหลายรางวัล และมีผู้ชมคอยติดตามผลงานทั้งในจอทีวี และยูทูป 
เธอบอกว่าหลายๆตอนของจุดชนวนความคิด ได้ถูกแหล่งข่าวนำไป copy ลงแผ่น DVD,VCD ด้วยตัวเอง จากนั้นก็นำไปแจกจ่าย อธิบายเรื่องราว/ปัญหาของพวกเขาเอง ทุกวันนี้เธอถูกขนานนามจากคนในวงการทีวีว่า “นางเอกหนังแผ่น”

+  ทำไมถึงเลือกทำสารคดีเชิงข่าว ?

ธนานุช: สารคดีเชิงข่าวจริงๆแล้วมันก็คือการทำข่าวที่ใช้รูปแบบในการเล่าเรื่อง ถ่ายทำ  ในรูปแบบของสารคดี มันก็จะมีความประณีตมากกว่าอันนี้ในส่วนของรูปแบบ แต่ว่าในส่วนของเนื้อหามันเป็นเนื้อหาแบบทางเลือกนิดนึง อาจจะสืบเนื่องมาจากข่าวเหตุการณ์แล้วเรานำมาขยายให้มันลึกซึ้งขึ้น ให้มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าข่าวปกตินี่คือสิ่งที่ทำ อันที่ 2 เพื่อเปิดประเด็นใหม่ แต่อาจจะไม่ใช่ใหม่แบบสุดๆ คือข่าวมันจะมี 2 ประเภทคือข่าวเหตุการณ์และปรากฎการณ์ ของครูจะดูว่าในข่าวที่เกิดขึ้นนั้นมีแง่มุมอะไรที่อาจจะยังไม่ได้นำเสนอ หรือนำเสนอน้อย เราก็จะทำในส่วนนั้น เพราะว่าข่าวเหตุการณ์ปกติเนี่ยมันมีคนทำเยอะแล้ว พอมันมีคนทำแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องไปทำอย่างนั้นอีก ถามว่ามันจำเป็นมั้ย ของเขาก็จำเป็น แต่ว่าด้วยรูปแบบของเรามันเป็นสารคดีเชิงข่าวที่สามารถทำได้ลึกซึ้งกว่า ส่วนข่าว
ปรากฎการณ์มันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้าแล้วซ้ำเล่าแต่อาจไม่ได้รับการนำเสนอ หรืออาจจะนำเสนอน้อยไป อย่างเช่นปรากฎการณ์แม่ที่ฆ่าลูก มันก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนะ ก็คือเราจะเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าแม่ใจยักษ์ แม่ทิ้งลูก แม่ใจแตกอะไรก็ตามแต่ มันก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ว่าปรากฎการณ์นั้นไม่ได้ถูกหยิบมาอธิบายเพียงแต่เสนอปรากฎการณ์ที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราก็นำปรากฎการณ์นั้นน่ะมานำเสนอมาอธิบายว่ามันมีแง่มุมมองอะไรที่ยังไม่ถูกนำเสนอ หรือมีมุมมองที่แตกต่างออกไป หรือมันอาจจะมีประเด็นอะไรซ่อนอยู่ แต่ไม่ได้นำเสนอเราก็จะนำส่วนนั้นมานำเสนอ

+  ข้อท้าทายของการทำสารคดีเชิงข่าวที่ว่ายากคืออะไร? 

ธนานุช: คือถ้าไม่นับถือเรื่ององค์กร ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีข้อท้าทายแตกต่างกันไป ถามว่า
ยากมั้ยก็ไม่ยากมันขึ้นอยู่กับเรา คือเราไม่อยากเป็นนักข่าวหรือสื่อมวลชนที่พูดอะไรลอยๆ เพราะฉะนั้นในการนำเสนอของเราก็ต้องพยายามหารูปธรรมที่มันจับต้องได้  ถ้าสมมติเราทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรารู้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่มีแต่นักวิชาการพูด มีแต่เอ็นจีโอพูด แต่ว่าเจ้าของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้พูดเพราะเราอาจจะหาเคสไม่ได้ หรือไม่มีข้อมูลแต่เรานำเสนอออกไป มันก็กลายเป็นเรื่องเบาๆ เพราะเจ้าของปัญหาจริงๆ เจ้าของเรื่องแท้จริงไม่ได้ออกมานำเสนอ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเป็นความยากซะเลยก็ไม่ใช่ ข้อท้าทายของมันก็คือว่าคุณจะไปเอาหลักฐานชิ้นนั้นมาแสดงให้ผู้ชมดู หรือไปเอาคนๆนั้นที่เป็นเจ้าของเรื่องเจ้าของปัญหานี้ มานำเสนอได้อย่างไรอันนี้สำคัญมากกว่า

+  จุดเริ่มต้นให้ต้องทำงานข่าวคืออะไร?

ธนานุช: ตอนเด็กๆก็อยากเป็นโน้นเป็นนี่ แต่ว่าพอได้มาเรียนนิเทศศาสตร์ (...สมัยที่ครูเป็นวัยรุ่นนิเทศมันฮิตนะ) แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนักข่าว ไม่ได้คิดไปไกล คิดแค่ว่าเรียนจบก็จะหางานทำในสิ่งที่เราเรียนมา เราเรียนวิทยุโทรทัศน์ เราก็คิดแค่ว่าเราเรียนจบก็จะหางานทำที่มันเกี่ยวกับที่เรียนมา แต่ยังไม่ได้คิดไปถึงขนาดว่าจะต้องมาเป็นนักข่าว นักทำสารคดี ไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น พอจบมาก็มาทำข่าวหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทำข่าวเศรษฐกิจ จากนั้นเราก็คิดว่าเราเรียนวิทยุโทรทัศน์มานี่ เราไม่ได้เรียนหนังสือพิมพ์ เราก็อยากทำงานในแวดวงวิทยุโทรทัศน์ แต่ก็ทำหนังสือพิมพ์อยู่ปีหนึ่ง เผอิญมีเพื่อนคนหนึ่งเรียนจบแล้วเขาทำโปรดักชั่นเฮาท์ผลิตรายการให้กับหลายๆช่อง ก็มีรายการเล็กๆรายการหนึ่งทำให้กับช่อง 9 เป็นสารคดีข่าวสั้น 5 นาที เราก็ทำไปจนปี 40 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งบริษัทก็เจ๊งไม่ได้จ่ายเงินเดือน ก็ออกมาทำอีกบริษัทหนึ่งทำสารคดีเหมือนเดิมนี่แหละ ต่อมาสักปีสองปี เนชั่นแชนแนลเปิดในปี 43 ก็มาสมัครงานที่นี่ เราไม่ค่อยคิดถึงอาชีพอื่นสักเท่าไหร่ แต่ถามว่าฝันเริ่มต้นจะเป็นนักข่าวมั้ยมันก็ไม่ใช่ ก็แค่ว่าเราเรียนมาทางนี้ ก็ต้องทำอาชีพแบบนี้แหละพอมาอยู่เนชั่นก็ได้ทำสกู๊ปรายงานพิเศษมาตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั้งปี 46 มีรูปแบบรายการจุดชนวนความคิดขึ้นมาที่ออกอากาศที่ช่อง 9

+   มีเช้าวันไหนที่ไม่อยากลุกขึ้นมาทำงาน หรือรู้สึกท้อมั้ย?

ธนานุช: อุ้ยมีเยอะ...คุณมันชิวิตนะ มันไม่อยาก มันก็ต้องทำ อย่างสมมติเราลงไปทำแล้วเรารู้สึกไม่ค่อยเวริก ไม่อยากทำแล้วมันก็มี คนเรามันก็จะมีเรื่องส่วนตัว มีอะไรอยู่นะ แต่เวลาเราลงไปแล้ว เราไปเจอแหล่งข่าวแล้ว เขาให้เวลาเราแล้ว เราจะไม่อยากทำมันก็ไม่ได้ ในที่สุดมันก็ต้องทำอย่างเต็มที่ แม้ว่าในสภาพจิตใจเราขณะนั้นศักยภาพของเราอาจจะไม่เต็มที่ก็ได้ในความเป็นจริง แต่เราก็ต้องพยายามเต็มที่ที่สุดเท่าที่เราทำได้

+   ท้อแล้วทำอย่างไร ?

ธนานุช: เวลาเรามีปัญหาเราก็จะมีคนที่เรานึกถึงเหมือนกัน อาจารย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว สอนอยู่มช. ถ้าเกิดเรามีปัญหา สำหรับครูนะครูคิดว่า ถ้าในกรณีนี้อ.กนกจะคิดยังไงนะ (อาจารย์กนก ฤกษ์เกษม เป็นอดีตอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) คือเราสนิทกันในฐานะแหล่งข่าว แกเหมือนเป็นพ่อคนที่สอง สมมติบางทีเราท้ออาจจะเกิดจากในที่ทำงาน เราก็เคยไปเล่าให้เขาฟังว่าการเมืองเยอะมากเลย แกก็จะบอกว่าก็ชัวร์แล้วคุณคาดหวังอะไร คาดหวังว่าโลกจะให้อะไรคุณ คือเขาจะพูดแบบนักเลงนักเลง มีหลายเรื่องที่คุยกันจนเรานึกออกเลยว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์นี้แกจะพูดว่าอะไร ข้อเสียของอ.กนกมีอยู่อย่างเดียวเสียชีวิตเร็วไป  วิธีการของแกก็คือให้เข้าใจชีวิตว่ามันก็เป็นแบบนี้แหละ พอแกพูดอย่างนี้มันก็จะได้สติ

+   คาดหวังอะไรกับวิชาชีพสื่อมวลชน? 

ธนานุช: อืม...ก็คาดหวังเยอะอะนะ แน่นอนแหละเวลาเราทำข่าว ...คือถ้ามันเป็นข่าว
เหตุการณ์เนี่ยมันมีคนทำนำเสนอเยอะอยู่แล้ว เกิดระเบิดที่ไหน เกิดนั่นที่ไหนคือมันมีคนดู  ถ้าเป็นเรา พอเราไปทำเราก็คาดหวังว่ามันจะมีคนดู เช่นว่าเรื่องนั้นมันอาจจะเป็นปัญหามีแง่มุมที่มันจะต้องแก้ไข เราก็คาดหวังว่ามันจะนำไปสู่ความเข้าอกเข้าใจ นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา เราก็คิดอย่างนั้นเพราะว่า เป้าหมายในการนำเสนอของเราก็คือว่าอย่างน้อย ต้องเป็นการข้อมูลให้กับสังคมให้มีแง่มุมที่ทำให้ผู้ชมได้คิด ได้อะไรขึ้นมา แล้วก็จะได้มีความเข้าอกเข้าใจในเรื่องนั้นมากขึ้น พอเข้าใจมากขึ้นก็จะนำไปสู่... คือประชาธิปไตยมันจะเกิดขึ้นได้เนี่ยเพราะประชาชนต้องมีข้อมูลอย่างเพียงพอในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นเราก็เชื่อว่าในการนำเสนอเนี่ย มันอาจจะเป็นข้อมูลอีกชุดหนึ่งอีกชิ้นหนึ่ง ที่ไปเป็นส่วนหนึ่งให้ประชาชนได้ตัดสินใจในเรื่องนั้นในนโยบายนั้นมากขึ้น

+   ครูมักพูดเสมอว่าอย่าตัดสินแทนคนดู?

ธนานุช: คุณก็เป็นคนดูคนหนึ่ง แล้วคุณตัดสินได้มั้ยล่ะเราก็ดูทีวีใช่มั้ย เราก็อ่านหนังสือพิมพ์ใช่มั้ยเราก็คือผู้บริโภคเราก็คือผู้ชม เราก็คือประชาชน แล้วถ้าพูดถึงแม่เราเขาใช่คนดูมั้ยล่ะ พี่ชายพี่สาวเราเขาก็คือคนดู เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีวิจารณาญในการตัดสินได้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจของเขา แต่ในส่วนของรูปแบบเราก็ไม่ใช่ว่าเอาข้อมูลขึ้นมาดื้อๆ ต้องนำเสนอให้มันมีศิลปะ ไม่ใช่ว่าเนี่ยโยนขึ้นไปแล้ว ผู้ชมคิดนะ..มันก็ไม่เชิง มันก็ต้องมีศิลปะในการนำเสนอ แน่นอนเราไม่ได้บิดเบือน หมายความว่าถ้าคุณทำเรื่องคุณต้องมีการเล่าเรื่อง ต้องมีการไฮไลท์ในเรื่องของคุณให้น่าสนใจ ดูโด่ดเด่น ไม่เช่นนั้นมันจะพูดว่ารายงานพิเศษหรอ เพราะฉะนั้นมันต้องอาศัยความสามารถของคนทำว่าเรื่องของคุณเนี่ยมันจะทำอย่างไรให้ผู้ชมสนใจ เช่นฉันทำเรื่องนี้ดีมากเลย แต่มันค่อยไม่น่าสนใจ เปรียบเหมือนอาหาร อาหารฉันมีประโยชน์มากเลย แต่มันไม่ค่อยน่ากินนะ แต่พอเป็นทีวีเรากดหนีได้ไง ก็เหมือนกันถ้าเป็นยาขม...โอเคเรายอมกิน แต่ถ้าเป็นคนดูทีวีไม่ดูข่าวนี้ก็ไม่ตายนี่หว่า ในขณะที่เทคโนโลยีก็ไปไกลมากช่องทางก็เยอะ ข้อมูลข่าวสารก็หลั่งไหลมาเยอะ เราจะไฮไลท์เรื่องของเราอย่างไรเพื่อให้ผู้ชมสนใจ อันดับแรกต้องเรียกร้องความสนใจให้เขาต้องดูก่อน เรื่องบางเรื่องอย่างเรื่องโรฮิงญาถ้าจะเอาประวัติโรฮิงยา ก็ไปเสริชในกูเกิ้ลได้ข้อมูลมากกว่าสารคดีที่ครูทำอีก แล้วทำไมคนเขาถึงมาดูสารคดีครู เพราะอะไร ก็เพราะมันมีชีวิต มันเรื่องเล่า มันมีความไกล้ชิด เราได้รู้จักคนคนนั้นที่เป็นเจ้าของปัญหาจริงๆ อันนี้มันต้องอาศัยตัวของคนทำว่าเราจะมีทักษะ เราจะมีความพยายามแค่ไหนที่ทำให้มันน่าสนใจ

+  คิดว่าวงการข่าวทีวีทุกวันนี้เป็นอย่างไร? 

ธนานุช: ในเรื่องช่องทางอีกหน่อยก็จะมีช่องข่าวในทีวีดิจิทัลมากขึ้น ในเรื่องของช่องทางมีมากขึ้นแต่ปัญหาคือครูมองว่าถ้าช่องทางมันมากขึ้น ก็ต้องเข้าไปดูว่าเนื้อหามันหลากหลายตามช่องทางนั้นด้วยหรือเปล่า คุณสังเกตุดูว่าข่าวเนี่ย คุณดูช่องนี้แล้วคุณไปดูอีกช่องหนึ่งมันก็เหมือนกัน  ปรากฎการณ์ที่มันเคยเกิดมาก็คือว่า เนื้อหาไม่ได้เยอะไปตามจำนวนของช่องที่มีอยู่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเรียกว่าน่าจะเป็นปัญหาเหมือนกัน แล้วเราก็จะมาโทษกัน เวลาเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆนาๆ ก็จะมีการพูดกันว่า เพราะว่าประชาชนไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ว่าจริงๆแล้วสื่อมวลชนโดยเฉพาะพวกเราเนี่ย เราต้องย้อนถามตัวเองว่า แล้วที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวของเรา มันให้ข้อมูลอย่างเพียงพอกับประชาชนหรือเปล่า เราก็บอกทำไมประชาชนถึงยุคนี้แล้วไม่รู้เรื่อง แล้วเราล่ะทำหน้าที่นั้นหรือเปล่าในฐานะที่สื่อมวลชนก็เป็นสถาบันหนึ่ง เป็นสถาบันที่กำหนดความรู้ สถาบันกำหนดความรู้มันก็มีหลายอย่างนะเช่นสถาบันการศึกษา ในส่วนของสื่อมวลชนก็เป็น Knowledge Maker เหมือนกันซึ่งตรงนี้เราทำหน้าที่ได้ดีพอหรือยัง

+  หลักในการทำข่าวของครูคืออะไร ?

ธนานุช: บทบาทหน้าที่มันใช่อยู่แล้วในการกำหนดความรู้ เราไม่ใช่แค่ช่องทาง ถ้าเราเป็นแค่ช่องทางนะเยอะแยะไปหมด เดี๋ยวนี้มันมียูทูปมีกูเกิ้ลมีอะไร แต่ว่าเราไม่ใช่เพียงแค่ช่องทาง นักข่าวไม่ใช่แค่ว่าครูไปสัมภาษณ์รัฐมนตรี แล้วก็ใหผู้ชมดู ถ้าคุณทำได้แค่นี้เด็กๆก็ทำได้ ใครก็ทำได้ โอเคเราไม่ได้เสริมแต่ง แต่เรากำลังจะพูดถึงว่าในการไปสัมภาษณ์รัฐมนตรี เราต้องนำเสนอ ต้องอธิบาย เราต้องมีบริบทด้วย อย่างสมมติว่าเขาบอกว่าเนี่ย ผู้เสพคือผู้ป่วย รัฐมนตรีพูดมาอย่างนี้ คุณได้เข้าไปดูหรือเปล่าว่าสิ่งที่เขาพูดน่ะ ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงก็คือ มันอาจจะไม่ใช่ผู้เสพคือผู้ป่วย แล้ววิธีมันคืออะไร สิ่งที่มันถูกต้องคืออะไร แล้วสิ่งที่เขาทำจริงๆที่ปฏิบัติกันอยู่มันคืออะไร ไม่ใช่เราเป็นแค่กาคาบข่าว เขาพูดมาอย่างนี้ แล้วเราก็นำเสนอไป เพราะฉะนั้นเราต้องอธิบาย ต้องรู้ถึงบริบทในเรื่องนั้น สิ่งที่นำเสนอ คือการอธิบายข่าว การตีความข่าว

+  อยากจะฝากอะไรไปถึงนักศึกษาที่กำลังจะจบนิเทศศาสตร์แล้วจะมาเป็นนักข่าว?

ธนานุช: อาชีพนักข่าวเนี่ยเป็นอาชีพที่ลำบาก ต้องอาศัยความเสียสละเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่อาชีพที่สบายไง อย่างที่บอกเราไม่ใช่เป็นแค่ช่องทาง เราจะต้องนำเสนอบริบท เราจะต้องมีความรู้ แน่นอนเวลาเรานำเสนอข่าว สกู๊ปข่าว สารคดีเชิงข่าวอะไรก็ตามมันก็มีประโยชน์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแล้วล่ะ สมมติว่ามันออนแอร์วันนี้ มันก็มีประโยชน์ ณ ตัวมันแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราคิดว่ามันมีประโยชน์กับผู้ชม มีประโยชน์กับเจ้าของเรื่อง ประโยชน์มันก็เกิดขึ้นได้ทันที และแน่นอนว่าถ้ามันนำไปสู่การแก้ไขปัญหามันก็ดีมาก แต่ ณ เวลานั้นที่มันได้ออกอากาศ มันก็มีประโยชน์แล้วนะ แต่ว่าตัวนักข่าวเองมันเป็นอาชีพที่เหนื่อย เราไม่ได้พูดถึงตัวพิธีกรหรือผู้ประกาศที่อาจจะมีชื่อเสียงมากๆ อันนั้นก็จะในเรื่องของผลตอบแทน เรื่องของอะไรก็จะได้ตามมา แต่พูดถึงเรื่องนักข่าวทั่วๆไป มันเป็นอาชีพที่ต้องขยัน แล้วมันเหนื่อย แต่ก็ต้องเสียสละ คือการเป็นนักข่าวมันอาจจะอยู่ในช่องที่เป็นของรัฐ ช่องที่เป็นของสาธารณะ หรือในช่องที่เป็นธุรกิจ แต่โดยรวมๆแล้วมันเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะไม่ว่าคุณจะอยู่ในสังกัดใดก็ตาม สมมติว่ามีข่าวมาข่าวหนึ่ง คุณอาจจะอยู่ช่องสาธารณะ ช่องของรัฐ หรือเอกชนแต่ข่าวๆนั้นมันก็ทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็เป็นอาชีพที่โดยมากต้องเสียสละ และที่สำคัญเงินเดือนนักข่าวก็ไม่เยอะมาก

+  อาชีพนักข่าวมีเกียรติอย่างไร?

ธนานุช: คือมันก็มีเกียรตินะ มันอาจจะไม่ได้มาในรูปของยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เรารู้สึกว่ามันมีเกียรติก็เพราะว่าบางทีเราก็ไปทำเรื่อง เรื่องบางเรื่องจากเรื่องที่มันสำคัญมันมีประโยชน์แต่มันก็อยู่ของมันเฉยๆ แต่ว่าถ้าเราได้ไปหยิบได้นำเสนอขึ้นมา มันก็ให้เรื่องนั้นเป็นที่รับรู้ขึ้นมาจะมากจะน้อยต่างกันไป แต่คนทำก็จะรู้สึกว่าเออ... เราก็ทำประโยชน์ เราก็ทำในสิ่งที่มันถูกต้อง โอเคมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อยแต่ว่าในก็ มันก็มีเกียรติด้วยตัวของมัน ด้วยชิ้นงานของมัน เพราะมันได้ออกอากาศ ออกหนังสือพิมพ์ ออกอะไรก็ตามแต่ มันก็เป็นเพราะเราก็ได้ไปหยิบมา เรื่องบางเรื่องมันสำคัญมากนะ แต่ไม่เคยมีนักข่าวไปทำเลย
.....

ท่านสามารถอ่านในรูปแบบหนังสือพิมพ์อิเล็คโทรนิค (E-Newspaper) ได้ที่นี่ http://issuu.com/tanpisitlerdbamrungchai/docs/nj_print_new_2-2

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

เตาถ่านทำกับข้าวอร่อยกว่าเตาแก็ส: บุกบ้านคนทำเตาถ่าน

เตาถ่านทำกับข้าวอร่อยกว่าเตาแก็ส: บุกบ้านคนทำเตาถ่าน



เคยได้ยินมั้ยครับว่า “เตาถ่านทำกับข้าวอร่อยกว่าเตาแก็ส” ไม่นานนี้ผมมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านคนทำเตาถ่านขายครับ พวกเขายืนยันว่าเตาถ่านทำกับข้าวได้อร่อยกว่าเตาแก็สจริง โดยให้เหตุผลว่าจะมีความหอมจากฟืนมากกว่า และไฟที่เกิดจากการการเผาไม้จากไม้ยอมมีความเป็นธรรมชาติ มากกว่าการเผาไหม้ที่เกิดจากแก็สอยู่แล้ว การใช้เต่าถ่านทำกับข้าว ก็เท่ากับมีว่าความละเมียดละมัยในการทำกับข้าวด้วยเช่นเดียวกัน

นี่อาจเป็นเหตุผลแบบสวยๆที่เต่าถ่านยังคงขายออก ท่ามกลางเทคโนโลยีที่รุดหน้า มีทั้งเตาไฟฟ้า เตาแก็สที่ทันสมัย
ตารุน วัย 78 ปี กับยายบัว วัย 74 ปี ชาวบ้านท่าเจ้าสนุก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยายังคงเป็นผู้ประกอบการรายย่อยในการผลิตเตาถ่านส่งขาย ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมไปเยียนโดยบังเอิญ ใครเลยจะคิดว่าบ้านไม้เก่าๆ 2 ชั้นอยู่ริมแม่น้ำป่าสักเก๋ๆ จะเป็นที่ผลิตเตาถ่านที่ใครๆในย่านนั้นก็รู้จัก


ที่นี่ไม่มีลูกจ้าง ไม่มีเตาเผาใหญ่ๆ ไม่ใช่โรงงานอะไร แต่เป็นบ้านของสองตายายที่ทำเตาถ่านขาย ตั้งแต่ร่วมแต่งงานกันมาราวๆ 40 กว่าปี จริงๆแล้วตายายคู่นี้ก็มีลูกหลาน แต่ว่าที่งานลำบากๆอย่างนี้ ลูกหลานคงไม่ทำ และหันหน้าเข้ากรุงเทพเป็นมนุษย์เงินเดือน จะดีกว่า
การทำเต่าถ่านตารุนกับยายที่มากไปกว่าการหารายได้เล็กๆน้อยๆ แก้เหงาตามประสาคนแก่ก็คือทำเพราะใจรัก

ตารุนบอกวิธีการทำเตาถ่านว่า นำดินเหนียวที่หาได้ตามท้องนามาแช่น้ำไว้ 1 คืน ก่อนจะนำมาผสมกับขี้เถ้า เพราะจะทำให้เกิดความเหนียวเป็นพิเศษ หลังจากนั้นก็จะนำมาปั้นเป็นรูปเตา และตากแดดนานถึง 3 วัน จึงจะนำมาเข้าไปเผาด้วยกองฟืน และสุดท้ายจะนำมาอัดใส่เปลือกสังกะสี

ขณะที่ตารุนทำเตา ยายบัวจะทำรังผึ้งหรือที่วางถ่านในเตา มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมพอดีกับเตา และมีรูกลมๆหลายรู คล้ายรังผึ้ง วิธีการทำก็คล้ายกัน คือนำดินเหนียวผสมขี้เถ้า ผสมน้ำแล้วทำมาใส่แม่พิมพ์แห้งก็แคะออก และนำมาเผากับฟืน

แม้วิธีการทำเตาถ่านของสองตายายจะง่ายๆ และไม่ใช่วิธีการผลิตในโรงงานใหญ่ แต่การเผาเตาแบบสุ่มฟืนเผานี้ ตารุนกับยายบัวก็การันตีว่าเตาถ่านของแกทนทาน และสวยกว่าเตาจากโรงงานจริงๆ

ตารุนเผยชีวิตเบื้องหลังครั้งยังหนุ่มว่า เคยทำงานในโรงงานผลิตเตาถ่านของคนจีนยานสำเหร่ กรุงเทพฯ ตารุนแอบครูพักลักจำวิธีการทำเตาถ่าน ที่ชาวจีนเรียกว่า เตาอั้งโล่มาโดยตลอด

เป็นเวลากว่า 10 ปีที่คลุกคลีอยู่กับการปั้นเตาที่โรงงานแห่งนี้ ก่อนจะพบรักกับยายบัว จึงตัดสินใจออกจากการเป็นลูกจ้างที่โรงงานนั้น มาตั้งเนื้อตั้งตัวฉันสามีภรรยา กับยายบัวริมแม่น้ำป่าสัก บ้านท่าเจ้าสนุก และด้วยวิชาทำเตาที่ติดตัวมาก็สามารถหาเลี้ยงชีพได้จนชราแก่เฒ่า

การทำเตาที่อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ ไม่อิงเครืองจักร และเครื่องทุ่นแรง ตารุนถึงกับอวดว่าเคยมีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาศึกษารายละเอียดการทำเต่าถ่านโบราณแบบนี้เอาไว้อย่างละเอียดด้วย

ทุกวันนี้แม้อายุของทั้ง 2 จะเกือบ 80 ปีแล้วแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง เคลื่อนไหวคล่องแคล้ว ทำต๊อกๆแต็กๆไปเรื่อยๆ แต่รายได้จากการส่งเตาขายต่อเดือนเฉียดหมื่นบาทเลยทีเดียว โดยจะมีหลายๆเจ้ามารับไปขายต่อ ราคาเตาต่อใบก็ตามขนาด ตั้งแต่ราคา 100  200 300 บาท


อย่างไรก็ตามเตาถ่าน หรือเตาอั้งโล่มีแนวโน้มความนิยมใช้ที่ต่ำลงเรื่อยๆ เพราะเด็กรุ่นใหม่คงไม่อดทนมากนัก ที่จะก่อฟืนทำกับข้าวด้วยเตาถ่าน วิถีชีวิตดังเดิมแบบบ้านๆ ที่มีถ่านเตาเป็นพระเอกในการทำกับข้าว อาจจะเลือนหายไปไม่ช้า ก็เป็นไปตามกาลเวลา ตารุนกับยายบัวไม่ได้คิดอะไรมาก กับความเปลี่ยนแปลง เพราะอาจไม่นานก็คงตายจากกัน

อนิจจัง !