วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

“ย้ายสุสานจีนวัดพนัญเชิง” อ้างความเจริญ บนความขัดแย้ง !

“ย้ายสุสานจีนวัดพนัญเชิง” อ้างความเจริญ บนความขัดแย้ง !

(NOTE:- ต้องแจ้งคุณผู้อ่านทุกท่านก่อนครับว่าตอนนี้ ผม “ทัศน์ เนชั่น” ขอไปทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวกลายเป็น “ทัศน์ ไทยพีบีเอส” เป็นเวลา 3 เดือนนะครับ แล้วจะกลับมาสู่อ้อมอกอันอบอุ่นของเครือเนชั่นอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนผมก็ยังทำหน้าที่นักข่าวตัวน้อยเหมือนอย่างเคยครับ)

ตรงข้ามวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  มีสุสาน 20 ไร่ เป็นที่ฝังศพบรรพบุรุษชาวจีนกว่า 1,600 หลุม แต่ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ศพทั้งหมดจะต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่ เพราะทางวัดมีโครงการที่จะพัฒนาที่ดินผืนดังกล่าวเป็นลานจอดรถโดยอ้างว่าเพื่อรับประชาคมอาเซียน และสร้างอาคารปฏิบัติธรรม  ลูกหลานชาวจีนจึงรวมตัวกันคัดค้านเพราะมีความเชื่อว่า การขุดศพบรรพบุรุษขึ้นมาจากหลุมจะส่งผลร้ายต่อลูกหลานในตระกูล  ผมไปสอบถามเหตุผลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มลูกหลานชาวจีน ในวันที่ 5 เมษายนที่ผ่าม ซึ่งเป็นวันเช็งเม้ง (ชมคลิป)

ThaiPBS Video - ชาวไทยเชื้อสายจีนคัดค้านย้ายสุสานบรรพบุรุษ



ร่างไร้วิญญาณกว่า  1,600 ศพ  นอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานวัดพนัญเชิง สุสานที่บรรพบุรุษชาวจีนและอดีตเจ้าอาวาสได้ร่วมกันสร้างเพื่อเป็นสาธารณะกุศลเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ร่างของเหล่ากงเหล่าม่า ของครอบครัวสุนทรหิรัญเลิศ และครอบครัวลัญน์ตระกูล ถูกฝังไว้ที่นี่ตั้งแต่ที่ดินผืนนี้ถูกสร้างเป็นสุสาน ลูกหลานที่แยกย้ายกันไปทำงานในที่ต่างๆ จะกลับมารวมตัวกันที่นี่ทุกปีเพื่อแสดงความกตัญญูในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง แต่ประเพณีที่ทำกันทุกปีมาโดยตลอดนี้ กำลังถูกสั่นคลอนหลังจากที่ ...มีข่าวว่าวัดพนัญเชิงจะไล่รื้อสุสานออก

ประทีป ธนเพทาย หรือเจ็กเส็ง เป็นผู้ที่มีความรู้ด้านศาสตร์ฮวงจุ่ย เขากังวลว่าการรื้อสุสาน จะเป็นการลบหลู่บรรพชน และ อาจนำสิ่งไม่ดีมาสู่ลูกหลานในครอบครัว

ทั้งนี้วัดพนัญเชิง ให้เหตุผลของการย้ายสุสานว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำ  และมีน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี  จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาเป็นลานจอดรถ อาคารปฏิบัติธรรม และตึกอาพาธสงฆ์
ทุกวันนี้ทายาทที่มีหลุมสุสานอยู่ในสุสานสาธารณะวัดพนัญเชิงจะต้องจ่ายค่าดูแลสุสานให้แก่มูลนิธิวัดพนัญเชิงถึง 2,500 บาทต่อปี ดังนั้นหากสุสานนี้มีจำนวนหลุมสุสาน 1,600 หลุม ก็เท่ากับว่าในหนึ่งปีจะมีเงินหมุ่นเวียนภายในมูลนิธิถึง 4 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมผู้ที่ต้องการซื้อหลุมใหม่ในราคาหลุมละ 250,000 บาท



เมื่อย้อนดูสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดวัดพนัญเชิงจึงตัดสินใจรื้อสุสานแห่งนี้ก็จะพบว่าเมื่อปี 2543 วัดต้องการให้กรรมการของมูลนิธิวัดพนัญเชิง มีตัวแทนจากทางวัดและข้าราชการบำนาญรวมอยู่ด้วย และถ้ามีการล้มเลิกมูลนิธิ  ทรัพย์สินของมูลนิธิต้องตกเป็นของวัด แต่ว่ามูลนิธิไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าวเมื่อปี 2545 วัดจึงมีหนังสือแจ้งมูลนิธิไม่ให้ใช้ที่ดินของวัดเป็นที่ตั้งของสุสาน จนนำมาซึ่งเดดไลน์ที่วัดจะทำการรื้อสุสานในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ล่าสุดทางวัดพนัญเชิงมีข้อเสนอจ่ายเงินชดเชยให้กับทายาทรายละ 3 หมื่นบาท พร้อมทำพิธีกรรมตามประเพณีหากยินยอมย้ายศพออกจากสุสาน  พร้อมจัดเตรียมสถานที่เก็บอัฐิในวัดให้ด้วย  แต่สำหรับฝ่ายลูกหลานชาวจีนส่วนใหญ่ยังคงยืนยันที่จะใช้สุสานเดิมต่อไป  และมีการนัดหมายที่จะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 5 เมษายน ซึ่งป็นวันเช็งเม้ง เพื่อร่วมกันคัดค้านการรื้อสุสานบรรพบุรุษแห่งนี้

ใครถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินสุสานวัดพนัญเชิง

สมาน ศิริพฤกษ์พงศ์ ประธานกลุ่มลูกหลานชาวจีนคัดค้านรื้อสุสานวัดพนัญเชิง พาเราไปดูป้ายหินอ่อนที่จารึกประวัติการสร้างสุสานสาธารณะแห่งนี้ พวกเขากำลังจะใช้เป็นหลักฐานในการอ้างสิทธิใช้ที่ดินแปลงนี้เป็นสุสานสาธารณะต่อไป หลังจากที่วัดพนัญเชิงจะรื้อสุสานออก
เนื้อหาในป้ายหินอ่อนนี้ระบุชัดเจนว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิงองค์ก่อน พระโบราณคณิศร พร้อมกับพนักงานศาสนจังหวัด ขุนศารทประภาศึกษากร และรัฐมนตรีกระทรวงธรรมการในสมัยนั้น นายวิโรจน์ กมลพันธ์ ตกลงร่วมกันว่าจะใช้ที่ดินของวัดแปลงนี้เพื่อเป็นสุสานสาธารณะกุศลแก่ลูกหลานชาวจีน (ชมคลิป)



เดิมที... ที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าของวัดขอมซึ่งมีสถานะเป็นวัดร้างในสมัยอดีต ก่อนจะมีการยกที่ดินผืนนี้ให้กับวัดพนัญเชิงฯ และเริ่มสร้างสุสานชาวจีนเมื่อปี 2495 หรือ 62 ปีก่อน

อีกด้านหนึ่งวัดพนัญเชิงก็มีหลักฐานอ้างกรรมสิทธิในที่ดินสุสานสาธารณะด้วยเช่นกัน นี่เป็นแผนที่รังวัด ที่ทางวัดพนัญเชิงได้ลงพื้นที่สำรวจ เส้นทึบๆที่เห็นอยู่นี้เป็นพื้นที่ของสุสานสาธารณะ ที่ผนวกอยู่กับพื้นที่ของวัด หมายความว่าในทางกฎหมายวัดมีกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินในสุสานแห่งนี้



ขณะที่นายวินัย อัศวราชัน ประธานมูลนิธิวัดพนัญเชิงก็มีโฉนดที่ดินของสุสานนี้ด้วยเหมือนกัน แต่มีเพียง 7 ไร่ ดังนั้นวัดจะอ้างกรรมสิทธิในที่ดินสุสานทั้งหมดไม่ได้

ในระหว่างที่วัดกับมูลนิธิกำลังขัดแย้งกันอยู่ ดูเหมือนคนที่ได้รับผลกระทบก็คือ “กลุ่มลูกหลานชาวจีน” ที่มีร่างของบรรพบุรุษฝังอยู่

ผมไปคุยกับนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมสิทธิมุนษยชน เขาบอกว่ากรณีที่เกิดขึ้นชาวบ้านสามารถอ้างสิทธิชุมชนที่มีอยู่รัฐธรรมนูญมาตรา 66 และ 7 โดยกฎหมายได้ให้ความคุ้มครองเรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนานของชุมนุมไว้ด้วย



ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชน บอกอีกว่าถ้าชาวบ้านจะร้องเรียนปัญหานี้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ยินดีรับเรื่อง โดยให้ทางกลุ่มลูกหลานชาวจีนคัดค้านการรื้อสุสานวัดพนัญเชิงร้องเรียนเข้ามายังสำนักงานโดยตรง จะถือเป็นการใช้กลไกขององค์กรอิสระเข้าไปตรวจสอบและเป็นตัวกลางหาข้อยุติ

เมื่อความเจริญรุกคืบเข้ามาก็ย่อมสั่นคลอนวิถีชีวิตดั่งเดิมของชาวบ้าน  แต่ในกรณีนี้ “ความเจริญ” ก็ถูกอ้างเพื่อสร้าง “ความขัดแย้ง” ให้เกิดขึ้น

เรื่องราวปัญหาไล่รื้อสุสานที่วัดพนัญเชิงนับเป็นเพียงหนึ่งในร้อยปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยอยู่ในเวลานี้

Tanpisit Lerdbamrungchai ::  Thai  PBS  ///////////////////////////


วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

สื่อความความหวังของความปรองดอง? :: บทบก.หน้าหนึ่งนสพ.ม.เนชั่น

สื่อความความหวังของความปรองดอง?

บทบรรณาธิการหน้า 1 หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ N JOURNAL ฉบับที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2556 


"ท่ามกลางปัญหาการเมืองที่พัฒนามาสู่ความขัดแย้งอย่างเร้าราวลึกในประเทศไทยที่ได้ดำเนินมากว่า 10 ปี เราต่างก็รู้กันดีว่าคนที่เสียประโยชน์มากที่สุดก็คือประชาชน และประเทศชาติ ที่ผ่านมาเชื้อของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากสื่อมวลชน

การต่อสู้ทางการเมืองที่มีมาอย่างยาวนานทำให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับมวลชนของตนด้วยการตั้งสถานีโทรทัศน์เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับตัวเองนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งยิ่งเร้าลึกมากขึ้น นอกจากทีวีการเมืองแล้ว เราสามารถจำแนกสื่อที่มีแนวโน้มว่าจะสร้างความขัดแย้งได้ดังต่อไปนี้

1. สื่อของรัฐบาลที่มักออกมาแก้ต่างให้กับรัฐบาล กลายเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่สร้างความน่าเชื่อถือแก่ข่าวสารของฝ่ายตนและไม่เสนอข้อมูลของอีกฝ่าย

2. สื่อเอกชนที่มีอคติต่อฝ่ายตรงข้าม เพราะเคยเสียประโยชน์มาก่อน ก็มีการเลือกข้างที่ชัดเจนและมีการแสดงความคิดเห็นที่มีอคติต่ออีกฝ่ายอย่างโจ่งแจ้ง และ 3. สื่อเอกชนที่มีนายทุนเป็นนักการเมืองรายงานข่าวแบบมีวาระซ้อนเร้น ไม่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายการเมืองฝั่งตน

ที่น่ากลัวก็คือว่าสื่อเหล่านี้ล้วนมีภาพลักษณ์ของความเป็นสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ พวกเขาต่างนำความน่าเชื่อนั้นมาสร้างวาทกรรม สร้างความชอบธรรม และสร้างความเชื่อในฝ่ายตนอย่างสุดโต่ง เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

เมื่อทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นเราหวังว่าช่องข่าวทั้ง 7 ช่องจะตระหนักในเรื่องนี้และมีแนวทางในการรายงานข่าวที่เป็นกลางอย่างเป็นรูปธรรม อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด 7 ช่อง แต่ช่องข่าวที่เป็นผู้เล่นรายใหม่และไม่มีปูมหลังทางการเมืองมาก่อน เมื่อมาทำช่องข่าว เราคาดหวังว่าท่านเหล่านั้นจะรายงานข่าวได้ดีเป็นพิเศษ และแน่นนอนเมื่อท่านทำดี สิ่งที่ท่านจะได้รับก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน

เรามีความหวัง และความหวังสุดท้ายของเราก็อยู่ที่ตัวเราเอง อยู่ที่ตัวนักศึกษานิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ที่กำลังจะจบและจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่สื่อสารมวลชน เราหวังว่าถ้าวันหนึ่งพวกเราโตขึ้น และอยู่ในฐานะที่สามารถกำหนดวาระข่าวสาร หรือบริหารพื้นที่ในสื่อใดสื่อหนึ่งได้ เราจะช่วยกันทำข่าวในแนวทางที่ดีงาม ไม่สร้างความขัดแย้ง และเดินหน้าตรวจสอบทุกฝ่าย นำเสนอทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค แล้วให้คนดูเป็นผู้ตัดสิน"

ท่านสามารถอ่านในรูปแบบหนังสือพิมพ์อิเล็คโทรนิค (E-Newspaper) ได้ที่นี่

มุมคิดมุมข่าวกับธนานุช “นางเอกหนังแผ่นแห่งเนชั่น”

(Section: สัมภาษณ์พิเศษ / นสพ.ฝึกปฏิบัติ N JOURNAL ฉบับ 2 ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556)


มุมคิดมุมข่าวกับธนานุช “นางเอกหนังแผ่นแห่งเนชั่น”

ธนานุช สงวนศักดิ์ เป็นบรรณาธิการสารคดีเชิงข่าว แห่งสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี เธอคร่ำหวอดในวงการสารคดีมาไม่น้อยกว่า 20 ปี ปัจจุบันเธอทำงานไปด้วยและเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ไปด้วย 
ธนานุชเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการข่าวโทรทัศน์เมืองไทยหลังจากที่รายการจุดชนวนความคิดที่มีเธอเป็นโปรดิวเซอร์ออกอากาศทางช่อง 9 อสมท. เมื่อปี 2546 ก่อนจะหลุดผังแล้วกลับคืนจอที่ช่องเนชั่น
ด้วยชิ้นงานและลักษณะการเล่าเรื่องในสารคดีที่มีความแตกต่างทำให้รายการของเธอคว้ารางวัลมาหลายรางวัล และมีผู้ชมคอยติดตามผลงานทั้งในจอทีวี และยูทูป 
เธอบอกว่าหลายๆตอนของจุดชนวนความคิด ได้ถูกแหล่งข่าวนำไป copy ลงแผ่น DVD,VCD ด้วยตัวเอง จากนั้นก็นำไปแจกจ่าย อธิบายเรื่องราว/ปัญหาของพวกเขาเอง ทุกวันนี้เธอถูกขนานนามจากคนในวงการทีวีว่า “นางเอกหนังแผ่น”

ทำไมถึงเลือกทำสารคดีเชิงข่าว ?

ธนานุช: สารคดีเชิงข่าวจริงๆแล้วมันก็คือการทำข่าวที่ใช้รูปแบบในการเล่าเรื่อง ถ่ายทำ  ในรูปแบบของสารคดี มันก็จะมีความประณีตมากกว่าอันนี้ในส่วนของรูปแบบ แต่ว่าในส่วนของเนื้อหามันเป็นเนื้อหาแบบทางเลือกนิดนึง อาจจะสืบเนื่องมาจากข่าวเหตุการณ์แล้วเรานำมาขยายให้มันลึกซึ้งขึ้น ให้มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าข่าวปกตินี่คือสิ่งที่ทำ อันที่ 2 เพื่อเปิดประเด็นใหม่ แต่อาจจะไม่ใช่ใหม่แบบสุดๆ คือข่าวมันจะมี 2 ประเภทคือข่าวเหตุการณ์และปรากฎการณ์ ของครูจะดูว่าในข่าวที่เกิดขึ้นนั้นมีแง่มุมอะไรที่อาจจะยังไม่ได้นำเสนอ หรือนำเสนอน้อย เราก็จะทำในส่วนนั้น เพราะว่าข่าวเหตุการณ์ปกติเนี่ยมันมีคนทำเยอะแล้ว พอมันมีคนทำแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องไปทำอย่างนั้นอีก ถามว่ามันจำเป็นมั้ย ของเขาก็จำเป็น แต่ว่าด้วยรูปแบบของเรามันเป็นสารคดีเชิงข่าวที่สามารถทำได้ลึกซึ้งกว่า ส่วนข่าว
ปรากฎการณ์มันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้าแล้วซ้ำเล่าแต่อาจไม่ได้รับการนำเสนอ หรืออาจจะนำเสนอน้อยไป อย่างเช่นปรากฎการณ์แม่ที่ฆ่าลูก มันก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนะ ก็คือเราจะเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าแม่ใจยักษ์ แม่ทิ้งลูก แม่ใจแตกอะไรก็ตามแต่ มันก็เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ว่าปรากฎการณ์นั้นไม่ได้ถูกหยิบมาอธิบายเพียงแต่เสนอปรากฎการณ์ที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราก็นำปรากฎการณ์นั้นน่ะมานำเสนอมาอธิบายว่ามันมีแง่มุมมองอะไรที่ยังไม่ถูกนำเสนอ หรือมีมุมมองที่แตกต่างออกไป หรือมันอาจจะมีประเด็นอะไรซ่อนอยู่ แต่ไม่ได้นำเสนอเราก็จะนำส่วนนั้นมานำเสนอ

ข้อท้าทายของการทำสารคดีเชิงข่าวที่ว่ายากคืออะไร? 

ธนานุช: คือถ้าไม่นับถือเรื่ององค์กร ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีข้อท้าทายแตกต่างกันไป ถามว่า
ยากมั้ยก็ไม่ยากมันขึ้นอยู่กับเรา คือเราไม่อยากเป็นนักข่าวหรือสื่อมวลชนที่พูดอะไรลอยๆ เพราะฉะนั้นในการนำเสนอของเราก็ต้องพยายามหารูปธรรมที่มันจับต้องได้  ถ้าสมมติเราทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรารู้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แต่มีแต่นักวิชาการพูด มีแต่เอ็นจีโอพูด แต่ว่าเจ้าของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้พูดเพราะเราอาจจะหาเคสไม่ได้ หรือไม่มีข้อมูลแต่เรานำเสนอออกไป มันก็กลายเป็นเรื่องเบาๆ เพราะเจ้าของปัญหาจริงๆ เจ้าของเรื่องแท้จริงไม่ได้ออกมานำเสนอ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเป็นความยากซะเลยก็ไม่ใช่ ข้อท้าทายของมันก็คือว่าคุณจะไปเอาหลักฐานชิ้นนั้นมาแสดงให้ผู้ชมดู หรือไปเอาคนๆนั้นที่เป็นเจ้าของเรื่องเจ้าของปัญหานี้ มานำเสนอได้อย่างไรอันนี้สำคัญมากกว่า

จุดเริ่มต้นให้ต้องทำงานข่าวคืออะไร?

ธนานุช: ตอนเด็กๆก็อยากเป็นโน้นเป็นนี่ แต่ว่าพอได้มาเรียนนิเทศศาสตร์ (...สมัยที่ครูเป็นวัยรุ่นนิเทศมันฮิตนะ) แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนักข่าว ไม่ได้คิดไปไกล คิดแค่ว่าเรียนจบก็จะหางานทำในสิ่งที่เราเรียนมา เราเรียนวิทยุโทรทัศน์ เราก็คิดแค่ว่าเราเรียนจบก็จะหางานทำที่มันเกี่ยวกับที่เรียนมา แต่ยังไม่ได้คิดไปถึงขนาดว่าจะต้องมาเป็นนักข่าว นักทำสารคดี ไม่ได้คิดถึงขั้นนั้น พอจบมาก็มาทำข่าวหนังสือพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทำข่าวเศรษฐกิจ จากนั้นเราก็คิดว่าเราเรียนวิทยุโทรทัศน์มานี่ เราไม่ได้เรียนหนังสือพิมพ์ เราก็อยากทำงานในแวดวงวิทยุโทรทัศน์ แต่ก็ทำหนังสือพิมพ์อยู่ปีหนึ่ง เผอิญมีเพื่อนคนหนึ่งเรียนจบแล้วเขาทำโปรดักชั่นเฮาท์ผลิตรายการให้กับหลายๆช่อง ก็มีรายการเล็กๆรายการหนึ่งทำให้กับช่อง 9 เป็นสารคดีข่าวสั้น 5 นาที เราก็ทำไปจนปี 40 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งบริษัทก็เจ๊งไม่ได้จ่ายเงินเดือน ก็ออกมาทำอีกบริษัทหนึ่งทำสารคดีเหมือนเดิมนี่แหละ ต่อมาสักปีสองปี เนชั่นแชนแนลเปิดในปี 43 ก็มาสมัครงานที่นี่ เราไม่ค่อยคิดถึงอาชีพอื่นสักเท่าไหร่ แต่ถามว่าฝันเริ่มต้นจะเป็นนักข่าวมั้ยมันก็ไม่ใช่ ก็แค่ว่าเราเรียนมาทางนี้ ก็ต้องทำอาชีพแบบนี้แหละพอมาอยู่เนชั่นก็ได้ทำสกู๊ปรายงานพิเศษมาตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั้งปี 46 มีรูปแบบรายการจุดชนวนความคิดขึ้นมาที่ออกอากาศที่ช่อง 9

+   มีเช้าวันไหนที่ไม่อยากลุกขึ้นมาทำงาน หรือรู้สึกท้อมั้ย?

ธนานุช: อุ้ยมีเยอะ...คุณมันชิวิตนะ มันไม่อยาก มันก็ต้องทำ อย่างสมมติเราลงไปทำแล้วเรารู้สึกไม่ค่อยเวริก ไม่อยากทำแล้วมันก็มี คนเรามันก็จะมีเรื่องส่วนตัว มีอะไรอยู่นะ แต่เวลาเราลงไปแล้ว เราไปเจอแหล่งข่าวแล้ว เขาให้เวลาเราแล้ว เราจะไม่อยากทำมันก็ไม่ได้ ในที่สุดมันก็ต้องทำอย่างเต็มที่ แม้ว่าในสภาพจิตใจเราขณะนั้นศักยภาพของเราอาจจะไม่เต็มที่ก็ได้ในความเป็นจริง แต่เราก็ต้องพยายามเต็มที่ที่สุดเท่าที่เราทำได้

+   ท้อแล้วทำอย่างไร ?

ธนานุช: เวลาเรามีปัญหาเราก็จะมีคนที่เรานึกถึงเหมือนกัน อาจารย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว สอนอยู่มช. ถ้าเกิดเรามีปัญหา สำหรับครูนะครูคิดว่า ถ้าในกรณีนี้อ.กนกจะคิดยังไงนะ (อาจารย์กนก ฤกษ์เกษม เป็นอดีตอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) คือเราสนิทกันในฐานะแหล่งข่าว แกเหมือนเป็นพ่อคนที่สอง สมมติบางทีเราท้ออาจจะเกิดจากในที่ทำงาน เราก็เคยไปเล่าให้เขาฟังว่าการเมืองเยอะมากเลย แกก็จะบอกว่าก็ชัวร์แล้วคุณคาดหวังอะไร คาดหวังว่าโลกจะให้อะไรคุณ คือเขาจะพูดแบบนักเลงนักเลง มีหลายเรื่องที่คุยกันจนเรานึกออกเลยว่าถ้าอยู่ในสถานการณ์นี้แกจะพูดว่าอะไร ข้อเสียของอ.กนกมีอยู่อย่างเดียวเสียชีวิตเร็วไป  วิธีการของแกก็คือให้เข้าใจชีวิตว่ามันก็เป็นแบบนี้แหละ พอแกพูดอย่างนี้มันก็จะได้สติ

+   คาดหวังอะไรกับวิชาชีพสื่อมวลชน? 

ธนานุช: อืม...ก็คาดหวังเยอะอะนะ แน่นอนแหละเวลาเราทำข่าว ...คือถ้ามันเป็นข่าว
เหตุการณ์เนี่ยมันมีคนทำนำเสนอเยอะอยู่แล้ว เกิดระเบิดที่ไหน เกิดนั่นที่ไหนคือมันมีคนดู  ถ้าเป็นเรา พอเราไปทำเราก็คาดหวังว่ามันจะมีคนดู เช่นว่าเรื่องนั้นมันอาจจะเป็นปัญหามีแง่มุมที่มันจะต้องแก้ไข เราก็คาดหวังว่ามันจะนำไปสู่ความเข้าอกเข้าใจ นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา เราก็คิดอย่างนั้นเพราะว่า เป้าหมายในการนำเสนอของเราก็คือว่าอย่างน้อย ต้องเป็นการข้อมูลให้กับสังคมให้มีแง่มุมที่ทำให้ผู้ชมได้คิด ได้อะไรขึ้นมา แล้วก็จะได้มีความเข้าอกเข้าใจในเรื่องนั้นมากขึ้น พอเข้าใจมากขึ้นก็จะนำไปสู่... คือประชาธิปไตยมันจะเกิดขึ้นได้เนี่ยเพราะประชาชนต้องมีข้อมูลอย่างเพียงพอในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นเราก็เชื่อว่าในการนำเสนอเนี่ย มันอาจจะเป็นข้อมูลอีกชุดหนึ่งอีกชิ้นหนึ่ง ที่ไปเป็นส่วนหนึ่งให้ประชาชนได้ตัดสินใจในเรื่องนั้นในนโยบายนั้นมากขึ้น

+   ครูมักพูดเสมอว่าอย่าตัดสินแทนคนดู?

ธนานุช: คุณก็เป็นคนดูคนหนึ่ง แล้วคุณตัดสินได้มั้ยล่ะเราก็ดูทีวีใช่มั้ย เราก็อ่านหนังสือพิมพ์ใช่มั้ยเราก็คือผู้บริโภคเราก็คือผู้ชม เราก็คือประชาชน แล้วถ้าพูดถึงแม่เราเขาใช่คนดูมั้ยล่ะ พี่ชายพี่สาวเราเขาก็คือคนดู เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องมีวิจารณาญในการตัดสินได้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจของเขา แต่ในส่วนของรูปแบบเราก็ไม่ใช่ว่าเอาข้อมูลขึ้นมาดื้อๆ ต้องนำเสนอให้มันมีศิลปะ ไม่ใช่ว่าเนี่ยโยนขึ้นไปแล้ว ผู้ชมคิดนะ..มันก็ไม่เชิง มันก็ต้องมีศิลปะในการนำเสนอ แน่นอนเราไม่ได้บิดเบือน หมายความว่าถ้าคุณทำเรื่องคุณต้องมีการเล่าเรื่อง ต้องมีการไฮไลท์ในเรื่องของคุณให้น่าสนใจ ดูโด่ดเด่น ไม่เช่นนั้นมันจะพูดว่ารายงานพิเศษหรอ เพราะฉะนั้นมันต้องอาศัยความสามารถของคนทำว่าเรื่องของคุณเนี่ยมันจะทำอย่างไรให้ผู้ชมสนใจ เช่นฉันทำเรื่องนี้ดีมากเลย แต่มันค่อยไม่น่าสนใจ เปรียบเหมือนอาหาร อาหารฉันมีประโยชน์มากเลย แต่มันไม่ค่อยน่ากินนะ แต่พอเป็นทีวีเรากดหนีได้ไง ก็เหมือนกันถ้าเป็นยาขม...โอเคเรายอมกิน แต่ถ้าเป็นคนดูทีวีไม่ดูข่าวนี้ก็ไม่ตายนี่หว่า ในขณะที่เทคโนโลยีก็ไปไกลมากช่องทางก็เยอะ ข้อมูลข่าวสารก็หลั่งไหลมาเยอะ เราจะไฮไลท์เรื่องของเราอย่างไรเพื่อให้ผู้ชมสนใจ อันดับแรกต้องเรียกร้องความสนใจให้เขาต้องดูก่อน เรื่องบางเรื่องอย่างเรื่องโรฮิงญาถ้าจะเอาประวัติโรฮิงยา ก็ไปเสริชในกูเกิ้ลได้ข้อมูลมากกว่าสารคดีที่ครูทำอีก แล้วทำไมคนเขาถึงมาดูสารคดีครู เพราะอะไร ก็เพราะมันมีชีวิต มันเรื่องเล่า มันมีความไกล้ชิด เราได้รู้จักคนคนนั้นที่เป็นเจ้าของปัญหาจริงๆ อันนี้มันต้องอาศัยตัวของคนทำว่าเราจะมีทักษะ เราจะมีความพยายามแค่ไหนที่ทำให้มันน่าสนใจ

+  คิดว่าวงการข่าวทีวีทุกวันนี้เป็นอย่างไร? 

ธนานุช: ในเรื่องช่องทางอีกหน่อยก็จะมีช่องข่าวในทีวีดิจิทัลมากขึ้น ในเรื่องของช่องทางมีมากขึ้นแต่ปัญหาคือครูมองว่าถ้าช่องทางมันมากขึ้น ก็ต้องเข้าไปดูว่าเนื้อหามันหลากหลายตามช่องทางนั้นด้วยหรือเปล่า คุณสังเกตุดูว่าข่าวเนี่ย คุณดูช่องนี้แล้วคุณไปดูอีกช่องหนึ่งมันก็เหมือนกัน  ปรากฎการณ์ที่มันเคยเกิดมาก็คือว่า เนื้อหาไม่ได้เยอะไปตามจำนวนของช่องที่มีอยู่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเรียกว่าน่าจะเป็นปัญหาเหมือนกัน แล้วเราก็จะมาโทษกัน เวลาเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆนาๆ ก็จะมีการพูดกันว่า เพราะว่าประชาชนไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร แต่ว่าจริงๆแล้วสื่อมวลชนโดยเฉพาะพวกเราเนี่ย เราต้องย้อนถามตัวเองว่า แล้วที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวของเรา มันให้ข้อมูลอย่างเพียงพอกับประชาชนหรือเปล่า เราก็บอกทำไมประชาชนถึงยุคนี้แล้วไม่รู้เรื่อง แล้วเราล่ะทำหน้าที่นั้นหรือเปล่าในฐานะที่สื่อมวลชนก็เป็นสถาบันหนึ่ง เป็นสถาบันที่กำหนดความรู้ สถาบันกำหนดความรู้มันก็มีหลายอย่างนะเช่นสถาบันการศึกษา ในส่วนของสื่อมวลชนก็เป็น Knowledge Maker เหมือนกันซึ่งตรงนี้เราทำหน้าที่ได้ดีพอหรือยัง

+  หลักในการทำข่าวของครูคืออะไร ?

ธนานุช: บทบาทหน้าที่มันใช่อยู่แล้วในการกำหนดความรู้ เราไม่ใช่แค่ช่องทาง ถ้าเราเป็นแค่ช่องทางนะเยอะแยะไปหมด เดี๋ยวนี้มันมียูทูปมีกูเกิ้ลมีอะไร แต่ว่าเราไม่ใช่เพียงแค่ช่องทาง นักข่าวไม่ใช่แค่ว่าครูไปสัมภาษณ์รัฐมนตรี แล้วก็ใหผู้ชมดู ถ้าคุณทำได้แค่นี้เด็กๆก็ทำได้ ใครก็ทำได้ โอเคเราไม่ได้เสริมแต่ง แต่เรากำลังจะพูดถึงว่าในการไปสัมภาษณ์รัฐมนตรี เราต้องนำเสนอ ต้องอธิบาย เราต้องมีบริบทด้วย อย่างสมมติว่าเขาบอกว่าเนี่ย ผู้เสพคือผู้ป่วย รัฐมนตรีพูดมาอย่างนี้ คุณได้เข้าไปดูหรือเปล่าว่าสิ่งที่เขาพูดน่ะ ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงก็คือ มันอาจจะไม่ใช่ผู้เสพคือผู้ป่วย แล้ววิธีมันคืออะไร สิ่งที่มันถูกต้องคืออะไร แล้วสิ่งที่เขาทำจริงๆที่ปฏิบัติกันอยู่มันคืออะไร ไม่ใช่เราเป็นแค่กาคาบข่าว เขาพูดมาอย่างนี้ แล้วเราก็นำเสนอไป เพราะฉะนั้นเราต้องอธิบาย ต้องรู้ถึงบริบทในเรื่องนั้น สิ่งที่นำเสนอ คือการอธิบายข่าว การตีความข่าว

อยากจะฝากอะไรไปถึงนักศึกษาที่กำลังจะจบนิเทศศาสตร์แล้วจะมาเป็นนักข่าว?

ธนานุช: อาชีพนักข่าวเนี่ยเป็นอาชีพที่ลำบาก ต้องอาศัยความเสียสละเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่อาชีพที่สบายไง อย่างที่บอกเราไม่ใช่เป็นแค่ช่องทาง เราจะต้องนำเสนอบริบท เราจะต้องมีความรู้ แน่นอนเวลาเรานำเสนอข่าว สกู๊ปข่าว สารคดีเชิงข่าวอะไรก็ตามมันก็มีประโยชน์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นแล้วล่ะ สมมติว่ามันออนแอร์วันนี้ มันก็มีประโยชน์ ณ ตัวมันแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราคิดว่ามันมีประโยชน์กับผู้ชม มีประโยชน์กับเจ้าของเรื่อง ประโยชน์มันก็เกิดขึ้นได้ทันที และแน่นอนว่าถ้ามันนำไปสู่การแก้ไขปัญหามันก็ดีมาก แต่ ณ เวลานั้นที่มันได้ออกอากาศ มันก็มีประโยชน์แล้วนะ แต่ว่าตัวนักข่าวเองมันเป็นอาชีพที่เหนื่อย เราไม่ได้พูดถึงตัวพิธีกรหรือผู้ประกาศที่อาจจะมีชื่อเสียงมากๆ อันนั้นก็จะในเรื่องของผลตอบแทน เรื่องของอะไรก็จะได้ตามมา แต่พูดถึงเรื่องนักข่าวทั่วๆไป มันเป็นอาชีพที่ต้องขยัน แล้วมันเหนื่อย แต่ก็ต้องเสียสละ คือการเป็นนักข่าวมันอาจจะอยู่ในช่องที่เป็นของรัฐ ช่องที่เป็นของสาธารณะ หรือในช่องที่เป็นธุรกิจ แต่โดยรวมๆแล้วมันเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะไม่ว่าคุณจะอยู่ในสังกัดใดก็ตาม สมมติว่ามีข่าวมาข่าวหนึ่ง คุณอาจจะอยู่ช่องสาธารณะ ช่องของรัฐ หรือเอกชนแต่ข่าวๆนั้นมันก็ทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็เป็นอาชีพที่โดยมากต้องเสียสละ และที่สำคัญเงินเดือนนักข่าวก็ไม่เยอะมาก

+  อาชีพนักข่าวมีเกียรติอย่างไร?

ธนานุช: คือมันก็มีเกียรตินะ มันอาจจะไม่ได้มาในรูปของยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เรารู้สึกว่ามันมีเกียรติก็เพราะว่าบางทีเราก็ไปทำเรื่อง เรื่องบางเรื่องจากเรื่องที่มันสำคัญมันมีประโยชน์แต่มันก็อยู่ของมันเฉยๆ แต่ว่าถ้าเราได้ไปหยิบได้นำเสนอขึ้นมา มันก็ให้เรื่องนั้นเป็นที่รับรู้ขึ้นมาจะมากจะน้อยต่างกันไป แต่คนทำก็จะรู้สึกว่าเออ... เราก็ทำประโยชน์ เราก็ทำในสิ่งที่มันถูกต้อง โอเคมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อยแต่ว่าในก็ มันก็มีเกียรติด้วยตัวของมัน ด้วยชิ้นงานของมัน เพราะมันได้ออกอากาศ ออกหนังสือพิมพ์ ออกอะไรก็ตามแต่ มันก็เป็นเพราะเราก็ได้ไปหยิบมา เรื่องบางเรื่องมันสำคัญมากนะ แต่ไม่เคยมีนักข่าวไปทำเลย
.....

ท่านสามารถอ่านในรูปแบบหนังสือพิมพ์อิเล็คโทรนิค (E-Newspaper) ได้ที่นี่ http://issuu.com/tanpisitlerdbamrungchai/docs/nj_print_new_2-2

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

เตาถ่านทำกับข้าวอร่อยกว่าเตาแก็ส: บุกบ้านคนทำเตาถ่าน

เตาถ่านทำกับข้าวอร่อยกว่าเตาแก็ส: บุกบ้านคนทำเตาถ่าน



เคยได้ยินมั้ยครับว่า “เตาถ่านทำกับข้าวอร่อยกว่าเตาแก็ส” ไม่นานนี้ผมมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านคนทำเตาถ่านขายครับ พวกเขายืนยันว่าเตาถ่านทำกับข้าวได้อร่อยกว่าเตาแก็สจริง โดยให้เหตุผลว่าจะมีความหอมจากฟืนมากกว่า และไฟที่เกิดจากการการเผาไม้จากไม้ยอมมีความเป็นธรรมชาติ มากกว่าการเผาไหม้ที่เกิดจากแก็สอยู่แล้ว การใช้เต่าถ่านทำกับข้าว ก็เท่ากับมีว่าความละเมียดละมัยในการทำกับข้าวด้วยเช่นเดียวกัน

นี่อาจเป็นเหตุผลแบบสวยๆที่เต่าถ่านยังคงขายออก ท่ามกลางเทคโนโลยีที่รุดหน้า มีทั้งเตาไฟฟ้า เตาแก็สที่ทันสมัย
ตารุน วัย 78 ปี กับยายบัว วัย 74 ปี ชาวบ้านท่าเจ้าสนุก อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยายังคงเป็นผู้ประกอบการรายย่อยในการผลิตเตาถ่านส่งขาย ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมไปเยียนโดยบังเอิญ ใครเลยจะคิดว่าบ้านไม้เก่าๆ 2 ชั้นอยู่ริมแม่น้ำป่าสักเก๋ๆ จะเป็นที่ผลิตเตาถ่านที่ใครๆในย่านนั้นก็รู้จัก


ที่นี่ไม่มีลูกจ้าง ไม่มีเตาเผาใหญ่ๆ ไม่ใช่โรงงานอะไร แต่เป็นบ้านของสองตายายที่ทำเตาถ่านขาย ตั้งแต่ร่วมแต่งงานกันมาราวๆ 40 กว่าปี จริงๆแล้วตายายคู่นี้ก็มีลูกหลาน แต่ว่าที่งานลำบากๆอย่างนี้ ลูกหลานคงไม่ทำ และหันหน้าเข้ากรุงเทพเป็นมนุษย์เงินเดือน จะดีกว่า
การทำเต่าถ่านตารุนกับยายที่มากไปกว่าการหารายได้เล็กๆน้อยๆ แก้เหงาตามประสาคนแก่ก็คือทำเพราะใจรัก

ตารุนบอกวิธีการทำเตาถ่านว่า นำดินเหนียวที่หาได้ตามท้องนามาแช่น้ำไว้ 1 คืน ก่อนจะนำมาผสมกับขี้เถ้า เพราะจะทำให้เกิดความเหนียวเป็นพิเศษ หลังจากนั้นก็จะนำมาปั้นเป็นรูปเตา และตากแดดนานถึง 3 วัน จึงจะนำมาเข้าไปเผาด้วยกองฟืน และสุดท้ายจะนำมาอัดใส่เปลือกสังกะสี

ขณะที่ตารุนทำเตา ยายบัวจะทำรังผึ้งหรือที่วางถ่านในเตา มีลักษณะเป็นแผ่นวงกลมพอดีกับเตา และมีรูกลมๆหลายรู คล้ายรังผึ้ง วิธีการทำก็คล้ายกัน คือนำดินเหนียวผสมขี้เถ้า ผสมน้ำแล้วทำมาใส่แม่พิมพ์แห้งก็แคะออก และนำมาเผากับฟืน

แม้วิธีการทำเตาถ่านของสองตายายจะง่ายๆ และไม่ใช่วิธีการผลิตในโรงงานใหญ่ แต่การเผาเตาแบบสุ่มฟืนเผานี้ ตารุนกับยายบัวก็การันตีว่าเตาถ่านของแกทนทาน และสวยกว่าเตาจากโรงงานจริงๆ

ตารุนเผยชีวิตเบื้องหลังครั้งยังหนุ่มว่า เคยทำงานในโรงงานผลิตเตาถ่านของคนจีนยานสำเหร่ กรุงเทพฯ ตารุนแอบครูพักลักจำวิธีการทำเตาถ่าน ที่ชาวจีนเรียกว่า เตาอั้งโล่มาโดยตลอด

เป็นเวลากว่า 10 ปีที่คลุกคลีอยู่กับการปั้นเตาที่โรงงานแห่งนี้ ก่อนจะพบรักกับยายบัว จึงตัดสินใจออกจากการเป็นลูกจ้างที่โรงงานนั้น มาตั้งเนื้อตั้งตัวฉันสามีภรรยา กับยายบัวริมแม่น้ำป่าสัก บ้านท่าเจ้าสนุก และด้วยวิชาทำเตาที่ติดตัวมาก็สามารถหาเลี้ยงชีพได้จนชราแก่เฒ่า

การทำเตาที่อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ ไม่อิงเครืองจักร และเครื่องทุ่นแรง ตารุนถึงกับอวดว่าเคยมีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรมาศึกษารายละเอียดการทำเต่าถ่านโบราณแบบนี้เอาไว้อย่างละเอียดด้วย

ทุกวันนี้แม้อายุของทั้ง 2 จะเกือบ 80 ปีแล้วแต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง เคลื่อนไหวคล่องแคล้ว ทำต๊อกๆแต็กๆไปเรื่อยๆ แต่รายได้จากการส่งเตาขายต่อเดือนเฉียดหมื่นบาทเลยทีเดียว โดยจะมีหลายๆเจ้ามารับไปขายต่อ ราคาเตาต่อใบก็ตามขนาด ตั้งแต่ราคา 100  200 300 บาท


อย่างไรก็ตามเตาถ่าน หรือเตาอั้งโล่มีแนวโน้มความนิยมใช้ที่ต่ำลงเรื่อยๆ เพราะเด็กรุ่นใหม่คงไม่อดทนมากนัก ที่จะก่อฟืนทำกับข้าวด้วยเตาถ่าน วิถีชีวิตดังเดิมแบบบ้านๆ ที่มีถ่านเตาเป็นพระเอกในการทำกับข้าว อาจจะเลือนหายไปไม่ช้า ก็เป็นไปตามกาลเวลา ตารุนกับยายบัวไม่ได้คิดอะไรมาก กับความเปลี่ยนแปลง เพราะอาจไม่นานก็คงตายจากกัน

อนิจจัง !

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

พาเด็กไปม็อบ ทำลายหรือสร้างสรรค์ ?

พาเด็กไปม็อบ ทำลายหรือสร้างสรรค์ ?


พ่อแม่หลายคนพาลูกมาร่วมการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.โดยคาดหวังว่าเด็กๆจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยในครั้งนี้ แต่จิตแพทย์มองว่าเด็กยังเล็กเกินกว่าจะเรียนรู้ในเรื่องที่ซับซ้อน ขณะที่สิ่งแวดล้อมในที่ชุมนุมก็ไม่เหมาะสำหรับเด็กเลยทั้งการใช้ภาษาในการปราศัย อารมณ์ความรู้สึกของผู้คน รวมถึงเสียงจากลำโพง และนกหวีดที่ดังจนอาจเป็นอันตรายได้


 “คุณปู่พรุ่งนี้หนูหยุดพาหนูมาชุมนุมหน่อย หลานอยากมาผมก็เลยพามา” ลุงบุญเสริม วงศ์ร่วมพิบูลย์ วัย 67 ปีพาหลานสาว 2 คน คนหนึ่งอายุ 5 ขวบอีกคนอายุ 9 ขวบมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มกปปส.ที่แยกราชประสงค์ตามคำรบเร้าของหลานๆ ลุงบุญเสริม ยอมรับว่าการพาหลานมาร่วมชุมนุมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง จึงเลือกพามาตอนกลางวัน และถ้าหากตอนเย็นมีคนเยอะมากขึ้นก็จะพากลับบ้านเพื่อความปลอดภัย

แม้จะไม่ได้คาดหวังอะไรจากการพาหลานมาร่วมชุมนุมเพราะหลานยังเด็ก แต่ลุงบุญเสริมเชื่อว่าเด็กจะสามารถซึมซับบรรยาการศการชุมนุมของมวลมหาประชาชนที่ออกมาต่อต้านคนโกงได้ เมื่อโตขึ้นเด็กๆจะได้เข้าใจว่าคนที่โกงชาติบ้านเมืองจะมีผู้ออกมาต่อต้านเป็นจำนวนมากอย่างนี้

“บนเวทีมีการปราศัยที่ใช้คำรุนแรงและล้อแหลมหยาบคายบ้าง แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้หลานฟัง เลือกพาหลานมาตอนกลางวันส่วนหนึ่งเชื่อว่าการปราศัยบนเวทีจะไม่มีคำพูดที่รุนแรงเหมือนตอนดึกๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นการขับร้องเล่นดนตรี” ชายวัย 67 ปีที่พาหลานมาด้วยกล่าว

เช่นเดียวกับนางพัชรวรรณ ปัดภัยที่พาลูกชายวัย 5 ขวบมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส.ที่แยกปทุมวัน เธอบอกว่าเลือกพาลูกมาในช่วงกลางวันที่มีคนน้อย ในตอนกลางคืนอาจจะมีคนเลิกงานมากันเยอะ ทำให้เธอดูแลลูกลำบากมากขึ้น

การชุมนุมปิดกรุงเทพของกลุ่ม กปปส. ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณเริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม มีการปิดถนนและแยกการจราจรที่สำคัญทั้ง 7 จุด และยังมีทีท่าว่าจะดำเนินต่อไปเพื่อกดดันนส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ลาออกจากต่ำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี และมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยการตั้งสภาประชาชน ที่ส่วนหนึ่งมาจากการคัดเลือกของกลุ่มกปปส.เอง

 “ อย่างน้อยเราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งทีออกมาเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ อยากให้เขาเห็นว่าคนที่ทำไม่ถูกต้องก็จะไม่สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ” มุมมองง่ายๆที่นายกรัฐมนตรีไม่ซื้อสัตย์ อันนี้เด็ก 5 ขวบก็เข้าใจ” พัชวรรณบอกอีกว่าวันนี้ลูกขอร้องให้ชวนมาร่วมการชุมนุมด้วยตนเอง  และเมื่อถามเด็กชายรวิกร ปัดภัย วัยทำไมถึงอยากร่วมการชุมนุมเด็กชาย 5 ขวบว่าตอบว่า “อยากมาช่วยถือธงกับมาเป่านกหวีด”

การเข้าใจของเด็กในเรื่องที่ซับซ้อน

สอดคล้องกับพญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตบอกว่าเด็กอนุบาล (1-6 ปี) โดยวัยแล้ว การเข้าใจในเรื่องเหตุผล เนื้อหา จะเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน การที่เด็กไปร่วมชุมนุมก็ได้แค่เพียงเห็นบรรยากาศ แต่ไม่เข้าใจเนื้อหา แต่สำหรับเด็กประถม (7 – 12 ปี ) อาจเริ่มเข้าใจในเหตุผลง่ายๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ยกตัวอย่างการอธิบายเรื่องการเมืองให้ลูกฟังอย่างง่ายๆว่า เช่นเดียวกับเวลาที่หนูอยู่ที่โรงเรียนแล้วมีการเลือกหัวหน้าห้อง การเลือกตั้งก็เหมือนการเลือกหัวหน้าห้อง หัวหน้าห้องก็มีหน้าที่ดูแลสมาชิกในห้อง แต่ถ้าเขาทำหน้าไม่เหมาะสม เราควรมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีที่ไม่รุ่นแรง อันนี้เป็นตัวอย่างว่าเด็กจะเข้าใจมากขึ้น



“การยกตัวอย่างที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก สามารถเทียบเคียงกับเรื่องประการณ์โดยตรงของเด็ก จะทำให้เด็กสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ อย่างง่ายๆ ดีกว่าปล่อยให้เขาฟังไปเรื่อยๆ เพราะเด็กไม่สามารถสร้างวิธีการคิดแบบซับซ้อนได้” พญ.พรรณพิมลกล่าว

คำหยาบคายบนเวทีปราศัย

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกอีกว่าผู้ปกครองมีความตั้งใจที่จะให้ลูกได้เรียนรู้ อยากให้เด็กได้เห็นสิ่งดีดีในที่ชุมนุม แต่ก็ต้องระวังเรื่องการเลียนแบบพฤติกรรม เพราะเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กเล็กและประถม ที่เห็นแล้วจะทำตามทันที เขาจะเข้าใจไปว่าอันนี้เป็นสิ่งที่แสดงออกได้ เพราะเขาเห็นคนอื่นทำ เช่นเรื่องการใช้คำพูดอาจจะหยิบเอาคำบางคำมาพูดเลย โดยไม่เข้าใจว่าคำพูดแบบนี้ควรใช้หรือไม่ควรใช้ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม พ่อแม่ก็ต้องอธิบายว่าในชีวิตประจำวันของเราจะไม่ใช้คำหยาบคาย แม้กระทั่งในครอบครัวเราก็จะไม่ใช้กัน

“แต่ถ้าคำบางคำมันยากกว่านั้นสำหรับเด็ก เช่นคำที่ไปละเมิดผู้อื่นที่มันซับซ้อนกว่านั้น ก็ต้องกลับไปที่ตัวอย่างเดิมว่าเราไม่ชอบหัวหน้าห้องคนนี้ เราก็ไปด่าว่าเขาแรงๆ อันนี้ไม่แน่จะใช่วิธีการที่จะสอนลูกของเรา สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือเรื่องการเลียนแบบ ความรุนแรง จากภาษา” พญ.พรรณพิมลกล่าว

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตย้ำว่าจริงๆแล้วเด็กควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับวัยของเขา เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าในที่ชุมนุมไม่ใช่สิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กยิ่งไม่ควรเลย 

“หมอเข้าใจว่าตอนนี้การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนเมือง ก็ต้องเอาลูกไปชุมนุมด้วย ดังนั้นพ่อแม่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเอาลูกอยู่ในที่ชุมนุมนานสักเท่าไหร่ นอกจากการไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอาจจะต้องตัดสินใจว่า เรายังคงต้องให้การดูแลลูก เราอาจจะต้องออกจากการชุมนุมเป็นช่วงๆ บ้าง ให้เด็กได้เล่นแบบเด็กๆ คุณต้องรักษาส่วนนี้ไว้ด้วย แต่ถ้าบริหารให้ดีให้ลูกอยู่บ้านมีคนดูแลเหมาะกับเขามากว่าค่ะ”



สุขอนามัยและเรื่องเสียงดังในที่ชุมนุม

อีกเรื่องที่พญ.พรรณพิมล เตือนคือระดับความดังของเสียงมาตรฐานอยู่ที่ 50 เดซิเบล ถ้าดังกว่านั้น การอยู่บริเวณนั้นนานๆ อาจส่งผลกระทบต่อการได้ยินได้ อย่างเด็กเล็กความสามารถของเขาในการที่จะทนกับเสียงดังได้นานไม่เท่ากับผู้ใหญ่

“ใช้ตัวเราแบบง่ายๆก็ได้ ถ้าเรารู้สึกว่าเสียงดังจนเราไม่ไหว เพราะฉะนั้นลูกก็ไม่ไหวแน่นอน ลูกเนี่ยไปก่อนเรา ต้องออกจากพื้นที่เป็นระยะๆ อย่าอยู่จนไม่ไหว บางทีเราอยู่หน้าเวที จนอาจลืมว่ามีลูกเล็กๆอยู่ข้างๆเรา”

นอกจากการนี้พญ.พรรณพิมลยังเตือนเรื่องสุขอนามัยในที่ชุมนุม ความสะอาดของอาหารสำหรับเด็กเล็ก และในภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงช่วงนี้ผู้ใหญ่เองยังเป็นหวัด ที่ศูนย์เด็กเล็กเองก็มีเด็กติดหวัดกันงอมแงม ดังนั้นระวังเรื่องสุขภาพสำหรับเด็กด้วย ในที่ที่มีคนเยอะเราไม่รู้ว่าใครเป็นอะไรบ้าง

_____________________


BANGKOK SHUTDOWN

'Keep children out of protests'

Tanpisit Lerdbumrungchai
The Sunday Nation January 19, 2014 1:00 am
Children hold placards with protest messages at an anti-government rally site. Such image of adults bringing their kids to join the ongoing protest has become quite common but expert warn of negative impact.
Children hold placards with protest messages at an anti-government rally site. Such image of adults bringing their kids to join the ongoing protest has become quite common but expert warn of negative impact.

Experts warn the high noise levels, overcrowded conditions and bad language can have negative impact

Some parents have brought their children to join the anti-government protests in the hope that they might learn about democracy and be part of the historic events, but experts warn the experience could have a negative effect on children's mental and physical health due to the exposure to loud noise and over-crowded conditions. Children might also end up copying the bad behaviour of some protesters, they said.

"Grandpa, tomorrow is my day off, please take us with you to the protests," 67-year-old Boonserm Wong-ruampaiboon quoted his two granddaughters, aged 5 and 9, as saying. It was his reason for taking them to the rally site at Bangkok's Ratchaprasong intersection, he said. However, he added that as a precaution, he only took them during daytime and would return home before evening when the crowd began to get much larger.

Images of parents protesting or sitting with their children in front of the protest stages - listening to passionate speeches through booming speakers - is not uncommon.

Boonserm believes his granddaughters - although still very young - were able to absorb the atmosphere and understand that the protests were against corruption.

While he admitted that some of the speeches were coarse, he said that daytime speeches tended to be milder and there was a lot more musical entertainment. If rude remarks were made, Boonserm said he would try to distract his granddaughters' attention away from the rude remarks.

Another demonstrator, Patcharawan Padpai, who brought her five-year-old son to join the Pathumwan intersection rally, said she came during the daytime when there were not too many people. She said she would leave quickly if the situation began to deteriorate into violence.

She said she believed children should participate in the rally so that they could see the process of positive change, and so that they would learn that wrongdoers could not stand in the way of a peaceful society. Her son had also asked to join the rally, she added. Asked why he wanted to join the rally, the boy said he wanted to wave a flag and blow his whistle.

Dr Panpimol Wipulakorn, deputy director of the Department of Mental Health, said children aged 1-6 could only understand simple matters and that those who attended the rally with their parents would only be able to absorb the atmosphere. However, children aged 7-12 might understand more through simple explanations and parental guidance, she said.

Panpimol cited as an example a child's experience in choosing a fellow classmate to be "leader of the classroom". Children, she said, would be able to understand that the purpose of having a student as the leader was to take care of fellow classmates, but if that leader did something wrong, then that might lead to changes which could be peacefully adopted through discussion.

An explanation of this kind, which was relevant to the direct experience of a child, could help them to understand the protest situation more clearly, she said.

Panpimol also warned that children might pick up rude words and behaviour, and it was therefore important for parents to explain that some of the remarks made at the rallies were inappropriate in daily life.

She also urged parents to leave the rally sites from time to time, so that their children could take time off to relax and play. However, she added that taking very young children to the rallies was inappropriate, and that they should be left at home with a babysitter.

She also warned that prolonged exposure to loud noises beyond the safety level of 50 decibels might affect their hearing, while overcrowded conditions amid changing weather conditions could lead to them catching flu.

//////////////////////////// TANPISIT LERDBAMRUNGCHAI / THE NATION

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

ธุรกิจรับจ้างจัด “อีเว้นท์สวดภาณยักษ์” : สะดวก หรือ เสื่อม ?

ธุรกิจรับจ้างจัด “อีเว้นท์สวดภาณยักษ์” : สะดวก หรือ เสื่อม ?


แรกๆก็เข้าใจว่าทางวัดที่บ้านจัดสวดภาณยักษ์เอง แต่สังเกตุรอบๆคนที่มาขายของทั้งวัตถุมงคล ทั้งเครื่องบูชาไม่ใช่คนในพื้นที่เลยเข้าไปถามว่ามาจากไหน พวกเขากลับมาพิรุจไม่ยอมตอบ อ้ำๆอึ้งๆ เลยไม่ถามแต่จากการสังเกตุลักษณะแบบมารับจัดงานอีเว้น “สวดภาณยักษ์” ให้กับวัดเป็นจ็อบๆ

ถามคนที่ขายเครื่องบูชาพระราหูในงานคนหนึ่งก็หลุดปากบอกมาว่า “เจ้าอาวาสเป็นคนโทรไปบอกหัวหน้า รีบๆซื้อของไหว้นะจ้ะน้อง พรุ่งนี้พี่ไม่อยู่แล้ว จะย้ายไปจัดที่วัดแถวๆปทุมธานี ว่างๆก็ไปนะ” ผมได้ยินแล้วเกิดอาการเงิบอย่างบอกไม่ถูก ที่ได้ฟังมานี่จะตีความเป็นอื่นไม่ได้เลย ถ้าไม่ใช่ธุรกิจ ตอกย้ำด้วยภาพรถบรรทุกข้าวของวัตถุมงคลที่จอดอยู่ข้างโบถส์อย่างภาพนี้



กลุ่มรับจัดงานอีเว้นท์สวดภาณยักษ์ จะมีคอนแทคกับลูกค้าก็คือเจ้าอาวาสวัดต่างๆ แล้วก็คงมีเซลมาแนะนำก่อนว่าถ้าจัดอีเว้นนี้รายได้จะแบ่งกับวัดเท่าได้ แล้วเขาจะขอเท่าไหร่ โดยมีการบริการแบบวันสต๊อปเซอร์วิช ตั้งแต่อุปกรณ์ เครื่องเซ็นไหว้ธูปเทียน คนทรงเจ้า จนกระทั้งวัตถุมงคล วัดอาจจะร่วมแจมแค่ส่งพระสงฆ์มาเป็นพร็อบสวดนั่นโน่นนี่ก็พอ

ลักษณะการจัดงาน “อีเว้นท์สวดภาณยักษ์” ผมถือว่าพวกเขาจัดได้อย่างมืออาชีพ นึกง่ายๆเวลาคุณไปงานนิทรรศการอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะมีเวทีกลางเป็นไฮไลท์มีการแสดงหลักที่คนสนใจ รอบๆข้างก็มีเวทีย่อยที่การแสดงเล็กๆน้อยๆ ถัดมาก็เป็นบูธกิจกรรม และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้การร้านขายของที่ระลึก

พอๆกันกับ “อีเว้นท์สวดภาณยักษ์” เวทีหลักก็คือการสวดภาณยักษ์ยิ่งใหญ่อลังการ เวทีย่อยก็คือมีคนทรงเจ้ามีหมอดูมีคนแสดงอิทธิฤทธิ์ แล้วก็มีไทยมุง ถัดมาบูธกิจกรรมก็ประเภทซื้อธูปเทียนไหว้ศาลเพียงตา ซื้อเครื่องบูชาพระราหู บริจาคโลงศพ สุดท้ายร้ายขายของที่ระลึกก็คือขายจำพวกกุมาร ลักยม น้ำมันพราย 

คิดง่ายๆ แค่คุณเดินเข้างานนี้ด่านแรกคุณต้องเสียเงินซื้อธูปเทียนไหว้ศาลเพียงตา 20 บาทค่าครูอีก เท่าไหร่ไม่ทราบครับเพราะผมไม่ได้ร่วมกิจกรรม และค่าเครื่องบูชาพระราหู 40 บาท ซื้อก็เป็นของเซ่นแบบเวียนเทียน เอาเป็นว่าอย่างต่ำประหยัดสุดคุณมาเสียเงินอย่างน้อย 60 บาท ไม่นับรวมว่าถ้ามีการหยอดเหรียญ หยอดตู้บริจาคนั่นนี่อีก ซึ่งดูทรงแล้วตรวจสอบยากว่าเอาเงินบริจาคเราไปทำประโยนช์จริงหรือไม่ นอกจากเอาไปกินกันเอง


ทำมาหากินบนความเชื่อความงมงาย ไม่ต่างอะไรจากพวกต้มตุ๋น 18 มงกุฎ ถือเป็นกิจกรรมที่ทำไม่ได้เพิ่มสติปัญญาได้เลยแม้แต่น้อย และที่เศร้าก็คือ “สวดภาณยักษ์” ที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องงมงาย หากศึกษาประวัติและวัตถุประสงค์การการสวด ก็จะเป็นปริศนาธรรมคือเมื่อสวดประจำย่อมสามารถขับไล่ “ยักษ์ภายใน” คือโลภ โกรธ หลง ออกจากใจได้แน่นอน


การสวดภาณยักษ์

การสวดภาณยักษ์หรือการสวดพระอาฏานาฏิยปริตร มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลโดยมีความเชื่อกันว่าผู้แต่งบทสวดนี้ขึ้นมาคือยักษ์อาศัยอยู่ชั้นจาตุมหาราชิกาซึ่งสูงกว่ามนุษย์เพียงชั้นเดียว ในการเข้าพิธีสวดนี้ผู้เข้าพิธีต้องมีขันหรือที่เรียกกันว่า ขันครู ข้างในจะประกอบไปด้วยของหลักๆคือผ้ายันต์และด้ายสายสิญจ์และข้าวสาร เมล็ดถั่วเขียวต่างๆเพื่อนำไปโปรยไว้ตามบ้านหรือใส่ในกระถางธูปเพื่อเป็นสิริมงคลหลังจากเสร็จพิธี

ในขณะประกอบพิธีบางคนก็มีอาการประหลาดต่างๆเกิดขึ้น เช่น กระโดดโลดเต้น ชักดิ้นชักงอ คล้ายกับคนโดนของเพราะเชื่อว่าเป็นการสวดขับไล่สิ่งไม่ดีให้ออกไปจากตัวรวมทั้งเสริมบารมีไปในตัวด้วยเช่นกันหากในตัวผู้ใดมีการสักยันต์หรือโดนคุณโดนของก็จะมีอาการออกมาอย่างนั้น เช่น สักหนุมานก็จะกระโดดโลดเต้นเป็นลิง เป็นต้น

ทำนองการสวดจะแปลกกว่าพระคาถาที่ได้ยินอยู่ทั่วไปคือเสียงสวดจะฟังดูแล้วน่ากลัวโหยหวนผสมกับกระแทกกระทั้นดุดันสลับเสียงไปมาในบรรดาพระสงฆ์เจ้าพิธีซึ่งมีอยู่4รูป ระหว่างทำพิธีก็จะมีพระมาคอยประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลต่อผู้เข้าร่วมพิธี


อุปทานหมู่

นายแพทย์ท่านหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์และวิจารณ์ว่า เสียงสวดที่มีความโหยหวนกระแทกกระทั้นและมีเสียงสูงต่ำ ยิ่งมีการจุดประทัดด้วย จะกระตุ้นระบบประสาท ทำให้เกิดมีอาการชักได้ง่าย

“การสวดนี้จะเป็นการ กระตุ้นทางกายและใจ คนที่ใจอ่อนอยู่แล้ว จะชักได้ง่าย ยิ่งคนที่ชัก คิดว่ามีผีอยู่ในตัว ก็จะยิ่งมีแนวโน้มจะชักมากขึ้น ความรุนแรงของการดิ้นหรือชักจะ แตกต่างกันไปตั้งแต่พนมมือและสั่น ( ไม่ได้รวมไว้กับอาการดิ้นหรือชัก) ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก อาการรุนแรงอื่นๆได้แก่ ลุกขึ้นชัก กระตุกไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งแรงมาก โดย มีการชกต่อยเกิดขึ้น หรือทำร้ายตัวเอง และหกคะเมนตีลังกา”

ในทรรศนะของจิตเวชแผนปัจจุบัน อธิบายว่า ได้เกิดมีอาการแตกแยกของจิตใจไปชั่วขณะหนึ่ง ลักษณะต่างๆและพฤติกรรมที่มองเห็น เช่น การกระตุก การสั่น การชักดิ้น เช่นนี้จะเกิดขึ้นชั่วคราว พร้อมกับส่งเสียงร้องกรี๊ดอย่างน่ากลัว ทำให้บุคคลที่ใจอ่อนอยู่แล้ว เกิดมีอาการเอาอย่างขึ้น กับกลุ่มชนที่อยู่ร่วมกันในระหว่างพิธี จะเห็นมีข่าวบ่อย ครั้งที่นักเรียนทั้งโรงเรียนมีอาการคล้ายผีเข้าทั้งโรงเรียน

เขาก็เรียกว่าเป็นอุปทานหมู่ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ในการเข้าพิธี สวดภาณยักษ์ ถือว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ซึ่งสิงอยู่ในร่างกายเช่น ถูกของ ผีเข้า ผีสิง ฯลฯ กำลังจะออกจากตัว แต่การชักเพราะจิตประสาทนี้ อาจจะทำให้สุขภาพจิต ดีขึ้น ไม่มีผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด


ธุรกิจสวดภาณยักษ์

เนื่องจากมีความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันการสวดภาณยักษ์หลายแห่ง ได้กลายเป็นพุทธพาณิชย์เชิงธุรกิจไปแล้ว โดยมีนายหน้ามาขอเช่าสถานที่ของวัด จัดพิธี สวดฯ กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีหน้าม้า ค้าวัตถุมงคล ผ้ายันต์ สารพัด

ซึ่งเป็นธุรกิจที่หากินกับความศรัทธาของชาวพุทธ ที่ยังไม่เข้าใจถึงพระธรรมคำสอน ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง การเข้าร่วมพิธี จึงต้องดูให้ดีด้วย ว่าผู้ จัดเป็นใคร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

---------------------------

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรเมื่อต้องเรียนกับม็อบ ?

ทำอย่างไรเมื่อต้องเรียนกับม็อบ ?


 

เป็นเวลากว่าสองเดือนแล้วครับที่นางสาววนัสนันท์ เรืองเดช นักเรียนชั้นม.5/11 โรงเรียนสตรีวิทยาต้องลงจากรถโดยสารก่อนถึงหน้าโรงเรียน และต้องเดินฝ่ากลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อเข้าไปเรียนหนังสือ เธอบอกว่าต้องเผื่อเวลามาโรงเรียนให้เร็วขึ้น และในจังหวะที่สถานการณ์การชุมชนสุ่มเสียงที่จะเกิดการเผชิญหน้าหรือมีการปิดเส้นทางในหลายจุด โรงเรียนจะพิจารณาประกาศหยุดเรียนทันที โดยประกาศทางเว็บไซต์และเพื่อนๆช่วยบอกกล่าวผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค

โรงเรียนสตรีวิทยา เป็นโรงเรียนหญิงล้วน ตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มกปปส. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพียง 2 – 3 วา และนั่นก็ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากการชุมชนทางการเมืองมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องของเสียงและการสัญจรเข้า-ออก



“หนูยอมรับว่าการชุมนุมข้างๆโรงเรียนมีผลกระทบก็จริง แต่หนูทนได้ เขาก็เรียกร้องของเขาไป เขาชุมนุมนอกโรงเรียนไม่ได้บุกเข้ามาทำอะไรที่โรงเรียนของหนู” นางสาววนัสนันท์กล่าว
นักเรียนหญิงชั้นม.5 คนเดิมบอกอีกว่าอาจารย์จะให้งานก่อนที่โรงเรียนจะปิด มีการส่งสไลด์ผ่านอีเมล์ให้นักเรียนและให้แบบฝึกหัดกลับไปทำที่บ้าน พอโรงเรียนเปิดก็เปิดก็นำงานมาส่งอาจารย์ พ่อของเธอบอกว่าเวลาโรงเรียนหยุดก็ให้อ่านหนังสือเตรียมสอบ สำหรับข้อสอบกลางภาคที่ผ่านมาอาจารย์มีการแนะแนวข้อสอบให้นักเรียน และบางวิชาก็ปรับให้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ง่ายมากจนเกินไป


อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการที่โรงเรียนประกาศหยุดเรียนอันเนื่องมาจากเหตุชุมนุมก็ทำให้แผนการเรียนการสอนที่คุณครูได้วางก่อนหน้า ไม่เป็นไปตามแผนเพราะเวลาเรียนเหลือน้อยลง

ร่นคาบแก้ไขปัญหาเวลาเรียน

นางเบญญาภา คงรอด ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา บอกว่าวิธีการแก้ไขปัญหาของโรงเรียนสตรีวิทยาก็คือร่นคาบเรียนให้เหลือคาบเรียนละ 40 นาทีจากเดิมคาบละ 50 นาที และเพิ่มคาบเรียนจากเดิม 8 คาบเป็น 10 คาบนอกจากนี้ยังยกเลิกการกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติ 8:00 น. โดยให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนได้ทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทั้งนี้จะทำการเรียนการสอนไปจนถึง14:30 น. ก็จะปล่อยนักเรียนกลับบ้าน โดยทางโรงเรียนได้ขอความร่วมมือจากนักเรียนให้ออกจากโรงเรียนให้หมดก่อนเวลา 16:30 น.


“สิ่งที่กระทบคือการเดินทางของผู้ปกครองกับนักเรียน เนื่องจากมีการชุมนุมปิดถนน การหยุดโรงเรียนของเราก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์วันต่อวัน เราก็จะดูว่าในแต่ละวันสถานการณ์สมควรที่จะมีการหยุดหรือไม่ มีการคณะกรรมการวิเคราะห์วันนี้วันพรุ่งนี้จะมีเหตุการณ์อะไรอย่างไร เราจะคำนึงถึงความปลอยภัยของนักเรียนเป็นหลัก”

ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยากล่าวอีกว่าต้องรักษาสิทธิของเด็ก เพราะเด็กส่วนใหญ่ต้องการเรียน ครูก็อยากสอน การหยุดเรียนจะทำให้นักเรียนเสียประโยชน์ ยิ่งภาคเรียนที่ 2 มีกิจกรรมเยอะ และมีการสอบโอเน็ต เอเน็ต แกท แพท อีกด้วย เรื่องการสอบ นักเรียนต้องดูแลตัวเองด้วย เชื่อว่าเด็กของเรามีความรับผิดชอบอยู่แล้ว เขารู้ว่าเขาต้องดูแลตัวเอง วางแผนกับการเตรียมตัวของตัวเองในการสอบอย่างไร เป็นไปได้โรงเรียนจะประกาศหยุดเรียนให้น้อยที่สุด

และเนื่องจากโรงเรียนสตรีวิทยาอยู่ใกล้กับเวทีหลักของกลุ่มผู้ชุมนุมมากที่สุด ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจึงตั้งให้เป็นประธานศูนย์เฝ้าระวังเหตุการณ์โดยมีบทบาทในการติดตามโรงเรียนที่อยู่รอบๆ 19 โรงเรียน รายงานเหตุการณ์ปัจจุบัน วันนี้เกิดอะไร เหตุการณ์สถานการณ์เป็นอย่างไร นักเรียนหรือทางโรงเรียนต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือไม่ ทั้งนี้รายงานต่อเขตพื้นที่เป็นรายวัน

เด็กกรุงชินม็อบมาทุกปี

ด้านนายพุฒิพงศ์ พิสิษฐ์บรรณกร นักเรียนชั้นม.6/1 โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร เล่าให้ฟังว่าตั้งแต่เรียนโรงเรียนนี้มามีตอนม.1 เท่านั้นที่ไม่มีม็อบ หลังจากนั้นเจอม็อบทุกปีจนกลายเป็นความเคยชิน


สอดคล้องกับนายชลอ เขียวฉลัว ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรที่อธิบายว่าด้วยสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่อยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญทางการเมืองอย่างทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภาทำให้โรงเรียนต้องติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด โรงเรียนนี้จึงต้องเปิดเรียนก่อนโรงเรียนอื่นๆ1-2 สัปดาห์เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในย่านนี้อยู่เป็นประจำ

โชคดีที่นายพุฒิพงษ์พงศ์ สอบตรงเข้ามหาวิทยาราชภัฏสวนสุนันทาได้แล้ว จึงไม่ต้องดิ้นรนหาที่เรียนท่ามกลางสถานการณ์การเมืองบนท้องถนนที่มีอุปสรรค์คือการเดินทาง

แต่สำหรับนายศิวะ ภาควินาม นักเรียนชั้นม.6/2 โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ที่วางแผนจะสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือยังคงต้องฝ่าอุปสรรค์ด้านการเดินทางไปสอบ และต้องติดตามตรวจสอบวันเวลาที่จะสอบอย่างเคร่งครัดว่ามีเลือนเป็นวันไหนอีกหรือไม่

นายศิวะรู้สึกเคยชินกับการเมืองไทยที่วนไปวนมา เมื่ออีกฝ่ายเป็นรัฐบาล อีกฝ่ายก็จะยกม็อบมาต่อต้านไม่จบไม่สิ้น คนที่ได้รับผลกระทบก็คือคนในพื้นที่


“ผมคิดว่าสำหรับม.6 ได้หยุดเรียนเพราะม็อบเป็นเรื่องดีได้ใช้เวลาอ่านหนังสือเฉพาะรายวิชาที่จะเอาไปสอบตรง แต่สำหรับรุ่นน้องคงลำบากเพราะต้องอัดวิชาให้แน่นตั้งแต่ม.4 ม.5 เนื่องจากจำเป็นมากในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย” นายศิวะกล่าว


ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรอนุญาติให้อาจารย์สื่อสารกับนักเรียนผ่านเฟสบุ๊คในการสั่งการบ้านได้ สำหรับการประกาศหยุดเรียน ถ้าวันเรียนปกติโรงเรียนจะทำหนังสือชี้แจงผู้ปกครองและลงทางเว็บไซต์  ถ้าเป็นวันหยุดจะเน้นการสื่อสารผ่านทางเว็บไซต์ ตอนนี้ก็จะมีไลน์ ทำให้สะดวกขึ้น

ประกาศปิดเรียนอยู่ที่ ผอ.แต่ละโรงเรียน

ขณะเดียวกันนางแสงระวี วาจาวุทธผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตก็ยอมรับว่าการชุมนุมกระทบเรื่องการเดินทางมาโรงเรียน ผู้ปกครองเด็กอยากให้ลูกหลานตัวเองมาเรียนเต็มที่ ถ้าจะปิดโรงเรียนต้องแจ้งผู้ปกครองล่วงหน้าให้ทัน เราจะมีเครือข่ายผู้ปกครอง ผู้บริหารจะมีคณะทำงาน มีชื่อ มีเบอร์โทรศัพท์บุคลากรในโรงเรียน และใช้ไลน์กลุ่มในการติดต่อสื่อสาร ภายใน 2 ชั่วโมงนักเรียนและผู้ปกครองทั้งหมดก็จะทราบว่าโรงเรียนปิด


ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตเปิดเผยว่าที่ประชุมของโรงเรียนได้กำหนดให้คุณทุกกลุ่มสาระจัดทำแบบเรียนสำเร็จรูปให้ทุกระดับชั้น เพื่อให้นักเรียนกลับไปเรียนรู้ที่บ้านเป็นการศึกษาด้วยตนเองในช่วงที่โรงเรียนปิด

“เมื่อโรงเรียนปิดจากเหตุชุมนุม ก็ย่อมกระทบกับเวลาเรียน นางแสงระวีอธิบายวิธีการแก้ไขว่าใน 1คาบเรียนมี 50 นาทีเราจะตัดเวลาออกคาบละ นาที สมมุติวันหนึ่งเรียน วิชา เราก็จะได้เวลา25 นาที เอามาสอนชดเชย ทั้งนี้ การเรียนการสอนเด็กประถมหลักสูตรกำหนดให้ต้องเรียนได้1000 ชั่วโมง ส่วนเด็กมัธยม  1200 ชั่วโมง เมื่อโรงเรียนหยุดเราจึงใช้วิธีการร่นคาบเรียนเพื่อชดเชยเวลาที่หายไป และไม่ต้องมาเรียนวันเสาร์” นางแสงระวีกล่าว 

ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตบอกอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการ (หน่วยเหนือ) ให้เป็นอำนาจผู้บริหารสถานศึกษาที่จะตัดสินใจประกาศหยุดเรียน เมื่อเขามอบหน้าที่ให้โรงเรียนแล้ว โรงเรียนต้องทำหน้าที่โรงเรียนอย่างเต็มที่ ต้องใช้ดุลพินิจ และประเมินเหตุการณ์ ดังนั้นในช่วงปิดกรุงเทพนี้จะประกาศปิดเพียงวันที่ 13 และ 14 เท่านั้นหากจะหยุดเพิ่มค่อยว่ากันอีกที


ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากจุดที่ชุมนุมมีสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบ 208 แห่ง มีครูและนักเรียนได้รับผลกระทบรวมกันประมาณ 2 แสนกว่าคน ซึ่งผลกระทบที่ได้รับจะเป็นเรื่องของความไม่สะดวกในการเดินทาง เรื่องความปลอดภัย

------------ TANPISIT LERDBAMRUNGCHAI: The Nation -------------

Schools learn to adapt to political rallies

Tanpisit Lerdbamrungchai
The Nation January 13, 2014 1:00 am
A student is about to walk past sandbag barricades, erected by demonstrators, on the road to his Matthayom Wat Benchamabophit School in Bangkok.
A student is about to walk past sandbag barricades, erected by demonstrators, on the road to his Matthayom Wat Benchamabophit School in Bangkok.

Students doing shorter lessons as teachers keep alert

During the past two months, thousands of schoolgirls have seen political demonstrations manifesting almost at their doorstep.

"I walk past demonstrators every morning," said Wanassanan Ruangdej, a Mathayom 5 student of the Satri Witthaya School.

Her girls-only school is just a stone's throw away from the Democracy Monument, where the People's Democratic Reform Committee (PDRC) had camped out for a few months.

The demonstration has affected her life, of course. But she has no complaint.

"They rally outside the school's compound. No one raids in. So, I can live with it," Wanassanan said.

Since the demonstration started, Wanassanan needs to get out of a public bus farther from the school's gate and walk a longer distance to the school.

Her teachers have changed course syllabuses in a bid to put all necessary content into a shorter timeframe too.

The school's director Benyapa Kongrod said she had shortened each class session from 50 minutes to 40 minutes in a bid to ensure that students still had the same number of class sessions.

"We have put 10 sessions per day, instead of eight. We have even cancelled the flag-raising ceremony in the morning to save time for the children's studies," she said about preparations to deal with the political rallies' impacts.

Although the PDRC demonstration is relatively peaceful, schools sometimes have to suspend class out of concerns for their students' safety amid the possibility that violence may erupt.

"We have assessed the situation on a daily basis," Benyapa said.

She is always hoping for the best. If possible, she hoped to minimise class cancellations.

Class cancellations are sometimes ordered at the very last minute. So, her students are advised to stay on alert and keep abreast of announcements that often spread through social media.

Saengrawee Wajawoot, the director of a protest-affected Rajavinit School, revealed that she also took similar steps.

"We have reduced time for each class session by five minutes from 50 to 45 minutes," she said.

She added that her school also used social-media and phone communications in announcing the class suspension, when the need arose.

"Through such communications, the message can be sent across to all concerned in less than two hours," Saengrawee said.

She added that her school opened its cafeteria at 6am to ensure that students who need to come early have the places to dine and rest. Some children, after all, feel they need to leave home early to ensure that they arrive the school in time even in the face of ongoing protest.

This school teaches children from Prathom 1 to Mathayom 3 levels.

"We have taken many steps to deal with the ongoing situation," Benyapa said.

She then was quick to add that the school also expected its students to take good care of themselves in regards to other tasks they have to handle such as the Ordinary National Educational Test (Onet), the General Aptitude Test (Gat) and Professional Aptitude Test (Pat).

The Onet, Gat and Pat scores are among key university-admission criteria.

On her part, for the students' safety, Benyapa has required all class sessions to end by 2.30pm. Out-of-classroom activities that can be suspended like sports events have already been postponed twice.

"And we have asked all students to leave the school by 4.30pm," this school director said.

Just like the Satri Witthaya School and the Rajavinit School, the Matthayom Wat Benchamabophit School has faced some impacts from the political protest. Near the latter school is the protest ground of the Students and People's Network for Thailand’s Reform.

All these three schools are closed today.

Chalor Khiaochalua, director of the Matthayom Wat Benchamabophit School, said he was always closely monitoring the political situation.

"Our school is very close to Government House," he pointed out.

Due to this, the school has seen many political rallies before.

"That's why our school always begins our semester one or two week(s) ahead of our schools. This means we won't have serious impacts if we later on have to suspend classes," Chalor said.

Probably because his school has only male students and because it has been familiar with demonstrations, Chalor has no policy to require students to its compound early.

"Class can run till 5pm," he said.

Puttipong Pisitbannakorn, a Mathayom 6 student, said he had studied here for six years already.

"Of these six years, I have seen protest going on nearby every year except when I was in Mathayom 1," he said.

Another Mathayom 6 student, Siva Pakwinam, said he had no worry about class suspension.

"It's good for me. I have more time to prepare for my university entrance exam," he said.

So far, he has empathy for younger students who needed to focus on class to excel academically. "For them, it may be hard," he said.



400 schools affected 

The Bangkok Shutdown will disrupt the routines of more than 400 schools as well as over 200,000 students and teachers in the capital. 

A total of 12 unIversItIes have already decIded to suspend classes or postpone exam schedules. 

The scheduling of the General Aptitude Test/Professional and Academic Aptitude Test, whose scores are mandatory for most university applications, has also had to be changed. 

The first Gat/Pat of the year will take place from March 8-11 instead of last December 7-10. 

The second Gat/Pat is now postponed to April 26-29 from March 8-11.

Sources: Education Ministry, National Institute of Educational Testing Service. 
 
-------------------------